Shozo Kawasaki ผู้ก่อตั้งทำการเปิดอู่ต่อเรือ Kawasaki Tsukiji ที่ทำการต่อเรือเดินสมุทรเหล็กกล้าแบบตะวันตก ในกรุงโตเกียว ในปี 1886 ขอบเขตของกิจการได้ขยายจนก่อตั้งเป็นบริษัทKawasaki Dockyardในเมืองโกเบ
![]() |
ที่มาของคาวาซากินั้นนับย้อนกลับไปในปี ค.ศ. 1876, เมื่อ Shozo Kawasaki ได้ก่อตั้งอู่ต่อเรือKawasaki Tsukiji ในกรุงโตเกียว หลังจากนั้น 18 ปี ในปี ค.ศ.1896, ก็ได้พัฒนาขึ้นเป็นบริษัทKawasaki Dockyardจำกัด Shozo Kawasaki เกิดในเมือง Kagoshima เป็นตระกูลพ่อค้ากิโมโนและกลายมาเป็นพ่อค้ารายย่อย ในช่วงอายุ 17 ในเมืองNagasaki ซึ่งเป็นเมืองเดียวของญี่ปุ่นที่เปิดติดต่อกับทางตะวันตก เขาได้เริ่มธุรกิจการขนส่งทางเรือในเมือง Osaka เมื่ออายุได้ 27ซึ่งเกิดการผิดพลาดขึ้นเมื่อเรือสินค้าของเขาเกิดจมลงในพายุ ในปี 1869 เขาได้เข้าร่วมบริษัทที่ดำเนินการเกี่ยวกับการค้าน้ำตาลจากเมือง Ryukyu ( ในประจุบันคืออำเภอในเมือง Okinawa ) ซึ่งก่อตั้งโดยตระกูลซามูไรแห่ง Kagoshima และในปี1893 ได้ทำการวิจัยเกี่ยวกับน้ำตาลพันธ์ Ryukyu รวมทั้งเส้นทางเดินเรือ ตามคำสั่งของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ซึ่งในปี1894 ได้รับแต่งตั้งให้เป็นรองประธานฝ่ายบริหารของบริษัทขนส่งMailSteam-Powered แห่งญี่ปุ่นและประสบความสำเร็จในการเปิดเส้นทางเดินเรือไปยัง Ryukyu และการขนส่งน้ำตาลไปยังญี่ปุ่นแผ่นดินใหญ่ ประโยชน์จากการที่มีประสบการณ์จาก อุบัติเหตุทางทะเลหลายๆครั้งในชีวิต ทำให้ Kawasaki เกิดรู้สึกไว้ใจต่อเรือของตะวันตกอย่างยิ่งเพราะเรือเหล่านั้น มีเนื้อที่กว้างขวาง,มั่นคงและรวดเร็วมากกว่าเรือญี่ปุ่นทั่วไป และเขาก็ยังสนใจในอุตสาหกรรมต่อเรือสมัยใหม่ ทำให้ใน เดือนเมษายน ปี 1878 โดยการสนับสนุนของ MasayoshiMatsukata ผู้ช่วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ซึ่งมาจากจังหวัดเดียวกันกับ Kawasaki ได้ก่อตั้งอู่ต่อเรือ Kawasaki Tsukijiโดยการยืมพื้นที่จากรัฐบาลใน แถบแม่น้ำSumidagawa,Tsukiji Minami-Iizaka-cho(ปัจจุบันTsukiji 7-chome,Chuo-ku,)กรุงโตเกียว ที่เป็นก้าวสำคัญของการเป็นนักต่อเรือ |
บริษัท Kawasaki Dockyard จำกัดอยู่ในรูปของบริษัท โดยมี Kojiro Matsukata ได้รับแต่งตั้งให้เป็นประธานคนแรก ของบริษัทใหม่นี้
![]() |
ในปี 1894 เจ็ดปีหลังจากการก่อตั้งของบริษัทต่อเรือ Kawasaki สงคราม Sino-Japanese ได้เริ่มขึ้น และอุตสาหกรรมการต่อเรือในญี่ปุ่นก็ได้รับผลจากเหตุการณ์นั้น ซึ่ง Kawasaki ได้รับงานการซ่อมเรือด่วนอย่าง มากมาย เมื่อได้ตระหนักถึงข้อจำกัดของการจัดการโดยบุคคล ทำให้ Kawasaki ตัดสินในนำบริษัทเข้าสู่มหาชนทันที หลังสงครามสิ้นสุดลง ซึ่งต่อมาเมื่อย่างเข้าวัย 60 เมื่อไม่มีบุตรชายที่มีอายุมากพอที่จะรับช่วงต่อ Kawasaki จึงเลือก Kojiro Matsukata บุตรชายคนที่สามของผู้มีพระคุณต่อธุรกิจของเขา ที่ชื่อ Masayoshi Matsukata เป็นผู้รับช่วงต่อไป
Kojiro Matsukata เกิดที่อำเภอ Satsuma (ในปัจจุบันคืออำเภอในเมือง Kagoshima) ในปี 1865 กลายมาเป็นเลขาฯของนายกรัฐมนตรีญี่ปุ่น ระหว่างการบริหารงานของบิดาในช่วงปี 1891 และปี 1892 ในปี 1896 Matsukata ได้รับแต่งตั้งให้เป็นประธานคนแรกของบริษัท Kawasaki Dockyard จำกัด และอยู่ในตำแหน่งเป็นเวลา 32 ปี จนถึงปี 1928 โดยการขยายธุรกิจในด้านรถไฟบรรทุกสินค้า, อากาศยาน การขนส่งทางทะเล และนำระบบ 8 ชั่วโมงต่อวันมาใช้ในญี่ปุ่นเป็นเจ้าแรกรวมทั้งวิธีอื่นๆ เขาได้บำรุงและทำให้ Kawasaki เติบโตเป็นบริษัทผู้นำทางด้าน อุตสาหกรรมหนังของประเทศญี่ปุ่น Matsukata เป็นที่รู้จักกันดีในฐานะผู้สะสมงานศิลป์พิพิธพันธ์แห่งชาติทางศิลปะตะวันตกในกรุงโตเกียวได้สร้าง จากของสะสมส่วนตัวของ Matsukata รวมทั้งพิพิธพันธ์แห่งชาติโตเกียวได้เก็บของสะสมของเขา คือ ภาพพิมพ์ Ukiyoe |
![]() |
เรือโดยสาร-ขนสินค้า Iyomaru ในปี 1897 Kawasaki Dockyardได้ต่อเรือโดยสาร-สินค้า Iyomaru (727 ตันกรอส) เรือลำแรก หลังจากที่กลายมาเป็นบริษัทการค้าสาธารณะ ระหว่าง 10 ปีของการจัดการโดยบุคคลระหว่างปี1886 จนถึงปี1896 บริษัทก็ได้ต่อเรือใหม่อีก 80 ลำรวมถึงเรือเหล็กกล้า 6 ลำ เช่นเรือ Tamamaru (ขนาดประมาณ 570 ตันกรอส) ตั้งแต่เรือเหล็กเกล้าลำแรกได้ถูกต่อขึ้นในญี่ปุ่น ในปี1890 วัสดุในการต่อเรือได้พัฒนาปรับเปลี่ยนจากเหล็กเป็น เหล็กกล้า การเริ่มต้นของKawasaki Dockyardจึงถือว่าเป้นการเริ่มต้นของอุตสาหกรรมต่อเรือแบบทันสมัยของญี่ปุ่น |
![]() |
อู่เรือแห้ง (ปัจจุบัน คือท่าหมายเลข 1, อู่ต่อเรือโกเบ) ได้ขึ้นทะเบียนเป็นมรดกทางวัฒนธรรมแห่งประเทศญี่ปุ่น เมื่อปี 1998 Shozo Kawasaki ได้ตระหนักอย่างแรงกล้าว่าอู่เรือของบริษัทมีความต้องการอย่างมากในการเพิ่มขีดความ สามารถนับตั้งแต่ที่Kawasaki Dockyardได้ถูกสร้างขึ้นที่เมืองโกเบ อำเภอ Hyogo เขาจึงได้วางแผนสร้างอู่เรือแห้ง โดยการบำรุงพื้นที่ใกล้ๆกับอู่เรือ โดยในปี 1892 การสำรวจพื้นที่ได้เริ่มขึ้นและปี 1895 การทดลองเจาะก็เกิดขึ้น หลังจาก ได้ควบเป็นบริษัทต่อเรือKawasaki ,Kojiro Matsukata ก็ได้ดำเนินการตามแผน งานก่อสร้างประสบอุปสรรคเนื่องจากโครงสร้างที่อ่อนแอมากๆของทำเลที่ตั้งบนแม่น้ำMinatogawa River delta หลังจากลองผิดลองถูก เทคนิคใหม่ๆได้ถูกนำมาใช้เพื่อเสริมความแข็งแกร่งของฐานรากใต้น้ำ โดยการเท คอนกรีต หลังจากนั้นหกปีในปี1902 อู่เรือแห้งก็สร้างสำเร็จโดยเสียค่าใช้จ่ายและเวลามากกว่าการก่อสร้างอู่ ภายใต้ เงื่อนไขปกติถึง 3 เท่า ขนาดของอู่เรือแห้ง: ยาว 130 เมตร,กว้าง 15.7 เมตร,ลึก 5.5 เมตร ขนาดระวางขับน้ำของเรือที่เข้าใช้สูงสุดที่ 6,000 ตันกรอส อู่เรือแห้ง (ปัจจุบันเป็นอู่หมายเลข 1,อู่เรือโกเบ) ถูกบันทึกให้เป็นสมบัติทางวัฒนธรรมที่ลงทะเบียนเป็นรูปธรรม ของญี่ปุ่นในปี 1998 |
เริ่มเปิดโรงงานที่ Hyogo
![]() |
ในปี 1906 อู่ต่อเรือKawasaki อยู่ทางเหนือของโรงงานรถไฟโกเบของรัฐบาล ประธานคนแรกของคาวาซากิ Kojiro Matsukata มีความต้องการที่จะขยายพื้นที่ทำธุรกิจออกไป หนึ่งในธุรกิจใหม่ คือ การสร้างรถไฟ และในปี 1906 โรงงานที่เฮียวโกะก็ได้เริ่มประดิษฐ์หัวรถจักร, ตู้โดยสาร, ตู้ขนส่งและคานสะพานขึ้น และปีเดียวกัน Kawasaki ก็เริ่มผลิตกังหันไอน้ำทางทะเลขึ้นที่อู่ต่อเรือนี้ด้วยเช่นกัน |
![]() |
เรือดำน้ำหมายเลข 6 และ 7 แบบฮอล์แลนด์ในการตรวจสอบในอู่เรือแห้ง กองทัพเรือญี่ปุ่นเริ่มคิดที่จะนำเรือดำน้ำเข้ามาในปี1901 และได้ตัดสินใจที่จะจัดตั้งกองเรือดำน้ำขึ้นทันทีหลัง จากสงคราม Russo-Japanese เริ่มต้นขึ้นและในปี 1904 เรือดำน้ำฮอล์แลนด์ 5 แบบ, เรือดำน้ำหมายเลข 1 ถึง 5 นำเข้าจากสหรัฐอเมริกา ในเวลาเดียวกันนั้นกองทัพเรือตัดสินใจที่จะสร้างเรือดำน้ำขึ้นภายในประเทศญี่ปุ่น ในปี1904 ได้มีการสั่งงาน ต่อเรือสองลำแรกต่อ Kawasaki ถึงแม้ว่ากองทัพเรือได้จัดแผนที่ทำขึ้นโดย J. P. Holland ผู้ออกแบบ เรือดำน้ำแบบฮอล์แลนด์แต่รายละเอียดหลงอยู่ในบริษัท Kawasaki อุทิศกำลังทั้งหมดเพื่อต่อเรือดำน้ำที่จะบรรลุ ความคาดหวังของกองทัพเรือ และแสดงขีดความสามารถในฐานะผู้ต่อเรือต่อโลก ได้ทำการเชื้อเชิญวิศวกรจากสหรัฐ พร้อมทั้งทำการวิจัยต่อในปัญหาหลังจากได้ทำการวางกระดูกงู ในปี 1906 หลังจากฝ่าฟันอุปสรรคต่างๆ Kawasaki ก็สามารถส่งมอบเรือดำน้ำสองลำแรกที่สร้างภายในประเทศญี่ปุ่นแก่กองทัพเรือได้สำเร็จ เรือดำน้ำหมายเลข 6 และ 7 |
![]() |
Yodo เรือรบขนาดใหญ่ หลังจากสงครามทางทะเลที่ญี่ปุ่นเป็นฝ่ายชนะในสงครามรัสเซีย-ญี่ปุ่น รัฐบาลญี่ปุ่นได้วางแผนเสริมสร้างความเข้มแข็งทางการทหารด้วยการสร้างกองเรือรบขนาดใหญ่เองภายในประเทศ ซึ่งก่อนหน้านี้สร้างจากต่างประเทศ และในขณะนั้นอู่ต่อเรือเอกชนเคยได้รับคำสั่งซื้อจากรัฐบาลเป็นเพียงเรือขนาดเล็ก เช่น เรือพิฆาตเล็ก, เรือตอปิโด จึงเริ่มรับคำสั่งซื้อเรือรบขนาดใหญ่ขึ้น Yodo ซึ่งเป็นเรือรบขนาด 100 ตันลำแรกที่ถูกสร้างขึ้นโดยบริษัทเอกชน Kawasaki Dockyard และได้รับการยกย่องจากเจ้าหน้าที่กองทัพเรืออีกด้วย และนี่คือจุดเริ่มต้นแห่งการต่อเรือของอู่ต่อเรือเอกชนอย่างแท้จริง |
![]() |
หัวรถจักรโดย Kawasaki คันแรก ในปี 1872 หัวรถจักรไอน้ำโดยสหราชอาณาจักรได้ออกวิ่งในครั้งแรกบนรางรถไฟญี่ปุ่นสายแรกระหว่างเมือง Shinagawa และเมือง Yokohama Kawasaki ได้เริ่มผลิตรถไฟบรรทุกสินค้าในปี1907 และ 4 ปีหลังจาก นั้น ได้ผลิตหัวรถจักรไอน้ำคันแรก, หัวรถจักรแบบตามประมูล (2B แบบไอน้ำ, เบอร์ 6700-6704), สำหรับ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการรถไฟ โดยประสิทธิภาพเป็นที่ยอมรับอย่างสูงและรัฐมนตรีได้ชื่นชมบริษัทฯว่าหัวรถจักร นั้นทำได้ดีกว่าที่ผลิตจากต่างประเทศ Kawasaki ได้ผลิตทั้งหมด 3,237 หัวรถจักรจนกระทั้งปี 1971 ซึ่งเป็น การสนับสนุนอันยิ่งใหญ่แก่ การพัฒานาการรถไฟในประเทศญี่ปุ่น |
แผนกอากาศยานที่โรงงาน Hyogo,
ที่กรุงลอนดอนในขณะนั้น Matsukata ประทับใจการใช้เครื่องบินในการทำสงครามโลกครั้งที่1 และได้ก่อตั้งแผนกอากาศยานที่โรงงาน Hyogo ในปี 1918 ซึ่งเป็นเวลาเพียง15 ปีหลังจากที่เที่ยวบินประวัติศาสตร์ของพี่น้องตระกูลไรท ์เมื่อเครื่องบินยังคงต่อขึ้นจากไม้และผ้าทอและยังสามารถเดินทางได้ในระยะทางสั้น ในปี 1922 บริษัทได้เริ่มผลิตอากาศยานและต่ออากาศยานแบบใหม่ Kawasaki ได้ทำการผลิตอากาศยานโลหะลำแรกของญี่ปุ่นซึ่งเป็นต้นแบบของการคิดค้นเทคโนโลยีสำหรับปัจจุบัน/p>
แผนกเรือบรรทุกได้ขยายตัวกลายเป็นรูปบริษัท Kawasaki Kisen Kaisya จำกัด (K-line)
![]() |
เครื่องบินสำรวจรุ่น Otsu 1 ผลิตโดย Kawasaki ในปี1922 Kawasaki ประสบผลสำเร็จในการสร้างเครื่องบินลำแรกที่โรงอากาศยานในเมือง Sohara ( ปัจจุบันคือเขต Kakamigahara) จังหวัด Gifu หลังจากการทดลองบิน กองทหารญี่ปุ่นก็ได้ยอมรับถึงความยอดเยี่ยมของเครื่องบินลำนี้ และนำไปใช้เป็นเครื่องทางทหารเป็นลำแรก คือ เครื่องบินสำรวจรุ่น Otsu1 ซึ่งหลังจากนั้น Kawasaki ก็ผลิตเครื่องบินรุ่นนี้ออกมาอีกกว่า 300 ลำ จนถึงปี 1927 |
![]() |
สะพาน Eitaibashi ข้ามแม่น้ำ Sumidagawa ในปี 1923 แผ่นดินไหวKantoครั้งใหญ่ได้โจมตีกรุง Tokyo และสะพานข้ามแม่น้ำ Sumidagawa หลายแห่งได้พังลง Kawasaki เป็นผู้ดำเนินการสร้างสะพานทดแทนหลายแห่ง เช่น สะพาน Kiyosubashi, สะพาน Shirahigebashi และสะพาน Eitaibashi ซึ่งมีชื่อเสียงจากการออกแบบที่ละเอียด Kawasaki ได้นำสุดยอดเทคโนโลยีมาประยุกต์ใช้กับสะพานเหล่านี้ เช่น การนำเหล็กกล้าไฮเทนไซล์ (เหล็กทนแรงดึงสูง) ซึ่งผลิตที่โรงงาน Hyogo สะพาน Kiyosubashi เป็นสะพานแห่งแรกในญี่ปุ่นที่ขึงด้วยเคเบิล, สะพาน Eitaibashi ที่นำเหล็กกล้าขนาดใหญ่มาสร้างเป็นเส้นโค้งเชื่อมสะพานเข้าไว้ด้วยกัน ในยุคนั้น Kawasaki ได้รับคำสั่งซื้อจากสำนักงานฟื้นฟูแผ่นดินไหว และองค์กรอื่นๆในญี่ปุ่น รวมทั้งสิ้น 25 เส้น และใช้เหล็กไปถึง 16,000 ตัน นอกจากนี้ Kawasaki ยังได้ก่อสร้างสะพาน Kachidokibashi ข้ามแม่น้ำ Sumidagawa ซึ่งเป็นสะพานหกที่สร้างตามแบบสะพานยกใน Chicago ส่วนยกนั้นจะยกสะพานยาว 44 เมตร ขึ้นได้มากสุดถึง 70 องศา จึงทำให้เรือขนาดใหญ่สามารถแล่นผ่านไปได้ อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันสะพานนี้ไม่ได้เปิดอีกต่อไป เนื่องมาจากข้อบังคับใหม่เกี่ยวกับการจราจรทางน้ำ |
โรงงาน Hyogo ขยายตัวกลายเป็นรูปบริษัท Kawasaki ผลิตรถไฟบรรทุกสินค้าจำกัด
![]() |
ปี1934 – รถโดยสาร Rokkogo ส่งมอบให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการรถไฟ
ในปี 1918 Kawasaki เริ่มการผลิตรถบรรทุกที่โรงงาน Hyogo เพื่อให้เป็นไปตามความต้องการสังคมในเวลานั้น อย่างไรก็ตาม การผลิตต้องถูกเลื่อนไปจนกระทั่งปี 1929 เมื่อบริษัท (Kawasaki ผลิตรถไฟบรรทุกสินค้า) ได้กลับมาผลิตรถยนต์อีกครั้ง ในปี 1931 รถต้นแบบของรถบรรทุกขนาด 1.5 ตันออกมาสำเร็จโดยออกแบบตามรุ่น deluxe ของสหรัฐฯและในปีต่อมา Kawasaki ได้เริ่มผลิตรถบรรทุกและรถโดยสาร Rokkogo ในปี 1933 ก็ได้เริ่มผลิดรถยนต์หรูส่วนบุคคลRokkogo สำหรับลูกค้าของตระกูลชั้นสูง ถึงแม้ว่าบริษัทจะหยุดผลิดรถยนต์ในปี 1942 ตามคำสั่งของกรมการสงครามเพื่อตั้งใจจะเลื่อนขีดความสามารถในการผลิตจากรถยนต์ถึงอากาศยานby Kawasaki เป็นผู้บุกเบิกอุตสาหกรรมยานยนต์ในญี่ปุ่นในยุคนั้น |
![]() |
หัวรถจักรไอน้ำแบบ Pashina สำหรับรถไฟด่วนพิเศษ Ajiago ,บริษัทรถไฟ Manchurian ปี1934 หมายเลข"1500"ถูกทาไว้ในพิธีรำลึกของหัวรถจักรไอน้ำที่ 1500th ผลิตโดยบริษัท Kawasaki บริษัท(Kawasakiผลิตรถไฟบรรทุกสินค้า) ส่งออกหัวรถจักร, ห้องโดยสาร และรถบรรทุกเป็นจำนวนมากให้กับ Manchuria ในจำนวนนี้ก็มีหัวรถจักรแบบ state-of-the-art , หัวรถจักรไอน้ำแบบ Pashina ถูกส่งมอบให้กับบริษัทรถไฟใต้ Manchurian ซึ่งใช้ลากรถไฟด่วนพิเศษ Ajiago ที่วิ่งเชื่อมจาก Dalian และ Changchun ในประเทศจีน |
แผนกอากาศยานได้แยกตัวออกจัดตั้งเป็น บริษัท Kawasaki Aircraft จำกัด
ใช้ชื่อบริษัทใหม่เป็น Kawasaki Jukogyo Kabusikigaisya (หรือ Kawasaki Heavy Industries) *ชื่อบริษัทภาษาอังกฤษของ Kawasaki Dockyard ก็ได้เปลี่ยนเป็น Kawasaki Heavy Industries ในปี 1969 เมื่อรวมเอา 3 บริษัทเข้าไว้ด้วยกัน
![]() |
เครื่องบินรบแบบ 3-1 Hien ระหว่างสงครามโลกครั้งที่สอง บริษัท (Kawasaki Aircraft) ได้ผลิตเครื่องบินรบแบบ 3-1 Hien เครื่องบินรบแบบระบายความร้อนด้วยอากาศรุ่นเดียวที่พัฒนาโดยญี่ปุ่นระหว่างสงคราม Hien เป็นที่รู้จักเนื่องด้วยประสิทธิภาพระดับโลก ที่มีความเร็วสูงสุดถึง 610 กม./ชม. และ สามารถบินเรียงแถวได้ถึงในระดับความสูง 10,000 เมตร |
![]() |
เฮลิคอปเตอร์ Kawasaki รุ่น Bell 47D อุตสาหกรรมอากาศยานของญี่ปุ่น ที่โดยหลักแล้วจะเป็นการบินทางทหารนั้น ได้หยุดชะงักลงเมื่อสงครามโลกครั้งที่ 2 ได้สิ้นสุดลงในปี 1945 มีการสั่งห้ามผลิตอากาศยานเป็นเวลาถึง 7 ปี จนกระทั่งปี 1952 เมื่อสนธิสัญญาสันติภาพกับญี่ปุ่นมีผลบังคับใช้ แม้ว่าจะยกเลิกการสั่งห้ามไปแล้ว แต่อุตสาหกรรมนี้ก็ยังคงเผชิญความยากลำบากในการฟื้นฟูธุรกิจในช่วงระหว่าง 7 ปีทีหายไปนั้น อย่างไรก็ตาม Kawasaki ได้เริ่มออกแบบพาหนะขนส่ง 4 ที่นั่ง ที่โรงงาน Gifu และสำเร็จในปี 1953 ด้วยเครื่องบินโดยสาร รุ่น KAL-1 นอกจากนี้ Kawasaki ยังมุ่งเน้นไปยังการพัฒนาเฮลิคอปเตอร์ที่โรงงาน Akashi ซึ่งในปี 1952 บริษัทได้ลงนามสัญญาข้อตกลงด้านเทคนิคกับ บริษัท Bell Aircraft Corporation (ปัจจุบันคือบริษัท Bell Helicopter Textron) ของประเทศสหรัฐอเมริกา ต่อมาในปี 1954 เฮลิคอปเตอร์ Kawasaki รุ่น Bell 47D-1 ซึ่งเป็นเฮลิคอปเตอร์ลำแรกที่ถูกผลิตขึ้นในประเทศญี่ปุ่นก็ถูกผลิตขึ้น Kawasaki ผลิตเฮลิคอปเตอร์รุ่นนี้ 6 ลำเพื่อส่งกองกำลังป้องกันตนเองทางบก |
![]() |
ลงนามสัญญารวมบริษัท จากทางซ้าย: ประธาน Yotsumoto, Isano และ Ueda ในยุค ’60 เป็นการยุคเริ่มต้นแห่งการเติบโตทางเศรษฐกิจของญี่ปุ่น มีการควบรวมบริษัทขนาดใหญ่มากมายเพื่อจะเพิ่มความแข็งแกร่งทางด้านการแข่งขันกับนานาชาติ ซึ่งกระตุ้นการรวมกันเป็นหนึ่งในหลายๆอุตสาหกรรม ท่ามกลางสภาวะเช่นนั้น Masashi Isano ประธานบริษัท Kawasaki Dockyard จึงได้มีความคิดที่จะสร้างบริษัท Kawasaki ที่ยิ่งใหญ่ ด้วยการรวมเอาบริษัทใหญ่เข้าไว้ด้วยกัน ซึ่งนี่เป็นความฝันของเขามานานแล้วที่จะยกระดับบริษัทให้ครอบคลุมอุตสาหกรรมหนักเพื่อให้บริการผลิตภัณฑ์ทั้งทางบก, ทะเล และอากาศ ซึ่งเป็นสิ่งที่ Kojiro Matsukata ประธานบริษัทคนแรกได้วางแนวทางไว้ในอดีต ประธานจากทั้ง 3 บริษัท Isano ประธานบริษัท Kawasaki Dockyard, Masao Ueda ประธานบริษัทKawasaki Rolling Stock Manufacturingและ Kiyoshi Yotsumoto ประธานบริษัทKawasaki Aircraftลงนามสัญญารวมบริษัทในวันที่ 19 มีนาคม 1968 ตามข้อตกลงและการเจรจา หลังจากนั้นในวันที่ 1 เมษายน 1969 บริษัท Kawasaki Dockyard ได้รับทั้ง 2 บริษัทและเปลี่ยนชื่อบริษัทใหม่คือ บริษัท Kawasaki Heavy Industries จำกัด (หมายเหตุ: ตัวอักษรจีนของ บริษัท Kawasaki Dockyardนั้น ได้เปลี่ยนเป็น Kawasaki Heavy Industries แล้วตั้งแต่ปี 1937 อย่างไรก็ตาม ก็ยังคงชื่อภาษาอังกฤษไว้ว่า Kawasaki Dockyard จนกระทั่งควบรวม 3 บริษัท) บริษัท Kawasaki Heavy Industries เริ่มต้นนั้น มีพนักงานทั้งสิ้นราว 26,000 คน เงินทุนชำระแล้ว 28,000 ล้านเยน และยอดขายล่วงหน้าในปีแรก คือ 200,000 ล้านเยน Isano ดำรงตำแหน่งประธานบริษัท โดยมี Ueda และ Yotsumoto ได้รับการแต่งตั้งเป็นรองประธานฝ่ายบริหาร |
![]() |
หุ่นยนต์ตัวแรกผลิตโดยญี่ปุ่น Kawasaki-Unimate 2000 Kawasaki พิจารณาการพัฒนาและผลิตภัณฑ์เครื่องจักรและระบบประหยังแรงงานคนว่าเป็นภารกิจที่สำคัญ และกลายเป็นผู้ริเริ่มในญี่ปุ่นในอุตสาหกรรมหุ่นยนต์ ในปี 1968 บริษัท (Kawasaki Aircraft) ได้เข้าสู่ข้อตกลงด้านเทคโนโลยีกับบริษัท Unimation จากสหรัฐฯที่เชี่ยวชาญด้านหุ่นยนต์และเริ่มงานการพัฒนา ในปี 1969 บริษัทได้ประสบความสำเร็จในการพัฒนา Kawasaki-Unimate 2000, หุ่นยนต์ตัวแรกที่ผลิตในญี่ปุ่น |
![]() |
Kawasaki H1 หลังจากที่ได้แนะนำ Kawasaki ตระกูล W ซึ่งเป็นรถจักรยานยนต์ที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในญี่ปุ่น ณ ขณะนั้น ออกมาซึ่งก่อให้เกิดกระแสรถบิ๊กไบค์ บริษัทจึงได้แนะนำรถจักรยานยนต์รุ่นใหม่ที่โดดเด่นเป็นอย่างมาก คือ รุ่น H1 (2จังหวะ, 3 สูบ, 498 ซม3) ซึ่งในในยุคนั้นรถจักรยานยนต์ขนาดใหญ่โดยมากจะเป็นรถของทางแถบยุโรปที่ได้บุกตลาดทางสหรัฐอเมริกาด้วยเช่นกัน อย่างไรก็ตามการส่งออกรถจักรยานยนต์ขนาดใหญ่ก็ยังถูกคาดหวังว่าจะเติบโตอย่างมาก ซึ่งท่ามกลางบรรยากาศเช่นนั้น H1 ก็ช่วยยืนยันถึงคำร่ำลือของรถคาวาซากิบิ๊กไบค์ได้เป็นอย่างดีในตลาดสหรัฐอเมริกา ด้วยเครื่องยนต์อันทรงพลังและสมรรถภาพที่ยอดเยี่ยม พร้อมกับเสียงท่อไอเสียอันเป็นเอกลักษณ์ของเครื่องยนต์ 3 สูบ ที่เกิดจากความไม่สมดุลของท่อ (ขวา 2, ซ้าย 1) และสีทูโทน ขาว-น้ำเงิน เหล่านี้เป็นคุณสมบัติที่ทำให้โดดเด่นเหนือใคร |
![]() |
Kawasaki Z1 ในปี 1972 บริษัทได้เปิดตัวจักรยานยนต์ที่ใหญ่ที่สุดในญี่ปุ่นในเวลานั้น Kawasaki Z1 โดยมีจุดเด่นที่ระบายความร้อนโดยอากาศ, 4 จังหวะ, 4 สูบ, 903 ซม.3, เครื่องยนต์ DOHC ซึ่งเป็นเครื่องยนต์ 4 จังหวะรุ่นแรก ที่มีกลไกอันโดดเด่นและเป็นสุดยอดรหัส"NewYorkSteak" ที่แสดงให้เห็นถึงความรวดเร็วในขั้นการพัฒนา Z1 จึงกลายมาเป็น "จักรยานยนต์ที่น่าลิ้มลอง" ได้รับความนิยมอย่างท่วมท้นในทันทีหลังจากการเปิดตัว และกลายเป็นสินค้าขายดีที่สุดเป็นระยะเวลายาวนาน The Z1 ผู้ริเริ่มต้นแบบฉบับรถจักรยานยนต์ซุปเปอร์สปอร์ต ที่ไม่เพียงแต่เป็นจุดแข็งต่อชื่อเสียงของKawasakiในเรื่องจักรยานยนต์ขนาดใหญ่เท่านั้น แต่ยังคงฝังรากลึกในจิตสำนึกของคนทั่วไปว่าเป็นหนึ่งในแบบที่เลิศที่สุดแห่งยุค |
| แล้วกลายมาเป็นผู้นำของญี่ปุ่นในด้านอุตสาหกรรมรถไฟบรรทุกสินค้าการดำเนินการได้ขยายในงานด้านการกำจัดขยะของเทศบาล ในศตวรรษที่ 20 เป็นผู้นำเข้าความก้าวหน้า ทางเทคโนโลยีอย่างไม่น่าเชื่อ Kawasaki ยังร่วงรู้ถึงความจำเป็นในการใช้เทคโนโลยีที่ล้ำหน้าและความเชี่ยว ชาญด้านวิศวกรรมเพื่อเพิ่มโครงการไปทั่วโลก |
![]() |
Jet Ski WSAA เรือส่วนบุคคล Kawasaki เฝ้าพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ออกมาด้วยเครื่องยนต์ที่ใช้น้ำมันเป็นเชื้อเพลิงนอกเหนือไปจากรถจักรยานยนต์ เพื่อที่จะขยายธุรกิจผลิตภัณฑ์เพื่อผู้บริโภค ซึ่งในปี 1971 ฝ่ายบริหารได้ตัดสินใจมุ่งสู่ผลิตภัณฑ์ในกลุ่มสันทนาการทางน้ำและได้จัดทีมพิเศษทางน้ำขึ้น ในระหว่างการประชุมทีม แนวคิดของผลิตภัณฑ์ใหม่ก็เริ่มเป็นรูปเป็นร่างขึ้นเรื่อยๆ ผลิตภั?ฑ์นี้อยู่ในกลุ่มใหม่ที่ไม่เคยมีมาก่อน โดยแนวคิดพื้นฐานคือให้ผู้คนได้สนุกสนานไปกับการเล่นสกีในน้ำอันเป็นกีฬายอดนิยมในขณะนั้น โดยที่ไม่ต้องพึ่งเรือ ที่โรงงาน Akashi ในปี 1973 Kawasaki ได้พัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ออกมา (รหัสสินค้า: WSAA) โดยการออกแบบเครื่องยนต์2 จังหวะ, 2 สูบ, ขนาด 398 ซม3 อันมีพื้นฐานมาจากรถเลื่อนหิมะ โดยมีชื่อว่า เจ็ต สกี (Jet Ski) และเป็นเครื่องหมายการค้าจดทะเบียนของ Kawasaki หลังจากได้รับการตอบรับเป็นอย่างดีจากการทดลองขายในสหรัฐอเมริกา บริษัทจึงได้เริ่มการผลิตอย่างจริงจัง และในปี 1975 การผลิตเจ็ตสกีได้ย้ายมาที่โรงงาน Lincoln, Nebraska และผลิตรุ่น JS400 อย่างเต็มรูปแบบ จากนั้นในปี 1980 จึงได้เริ่มจำหน่าย Jet Ski ในประเทศญี่ปุ่น |
![]() |
KMM โรงงาน Lincoln บริษัท (Kawasaki Aircraft) เริ่มธุรกิจรถจักรยานยนต์เต็มรูปแบบในปี 1960 และเริ่มบุกตลาดสหรัฐอเมริกาอย่างรวดเร็วในปลายยุค 60 บริษัทจัดจำหน่ายรถจักรยานยนต์ได้ก่อตั้งขึ้นที่ Chicago ในปี 1966 และที่ New Jersey ในปีต่อมา ซึ่งในปี 1968 ทั้ง 2 บริษัทก็ได้รวมกันเป็นบริษัท Kawasaki Motors Corp., U.S.A (KMC) และขายได้อย่างต่อเนื่อง ในการเสริมความแข็งแกร่งให้แก่ช่องทางการจำหน่าย บริษัทได้แนะนำรถจักรยานยนต์รุ่นใหม่ที่ประสบความสำเร็จเป็นอย่างดี ได้แก่ H1 ในปี 1969 และ Z1 ในปี 1972 ซึ่งทำให้ชื่อของ Kawasaki กลายเป็นที่คุ้นเคยในประเทศสหรัฐอเมริกา ในยุคนั้น รถจักรยานยนต์เป็นที่ต้องการอย่างมากทั่วโลก โดยเฉพาะในประเทศสหรัฐอเมริกา ดังนั้นในปี 1974 KMC จึงได้สร้างโรงงานใหม่ที่ Lincoln และ Nebraska อันเป็นการผลิตรถจักรยานยนต์/รถยนต์จากประเทศญี่ปุ่นเป็นครั้งแรกในสหรัฐฯ เดือนมกราคม ปี 1975 โรงงานแห่งใหม่ก็ได้เริ่มผลิตรถจักรยานยนต์ตระกูล KZ และในปีเดียวกันก็ได้เริ่มผลิต Jet Ski® นอกจากนี้บริษัท KMC โรงงานที่ Lincoln ได้ขยายบริษัทใหม่ คือ Kawasaki Motors Corp., (KMM) ในปี1981 ซึ่งวันนี้ KMM มีโรงงานที่ Maryville, Missouri รวมไปถึงโรงงาน Lincoln การผลิตสินค้าที่หลากหลาย เช่น รถจัรกยานยนต์, รถ ATV , Jet Ski® watercraft, เครื่องยนต์ใข้น้ำมันเอนกประสงค์, หุ่นยนต์อุตสาหการ และรถไฟ |
![]() |
การขยายตัวสู่อุตสาหกรรมธุรกิจเครื่องไอพ่นก๊าซ Kawasaki GPS200 การใช้ประโยชน์ในเทคโนโลยีและประสบการณ์ของเครื่องยนต์อากาศยานแบบไอพ่น Kawasaki ได้ริเริ่มธุรกิจเครื่องกำเนิดไฟฟ้าแบบเครื่องไอพ่นก๊าซเครื่องแรกของญี่ปุ่น ในปี 1972 บริษัทได้เริ่มพัฒนาเครื่องไอพ่นก๊าซแบบอุตสาหการตามการออกแบบตามลิขสิทธิ์ ในปี1976 Kawasaki GPS200 เครื่องกำเนิดไฟฟ้าแบบเครื่องไอพ่นก๊าซเครื่องแรกของญี่ปุ่นถูกผลิตออกมาและได้บรรลุการยอมรับจากงานดับเพลิง ในปีต่อมา ปี 1977 GPS200 ได้รับรางวัลจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงโยธธา ซึ่งเป็นรางวัลสุดยอดในงานแสดงอุปกรณ์ไฟฟ้าอุตสาหกรรมและ Kawasaki ก็ได้ขยายตลาดญี่ปุ่นในด้านเครื่องกำเนิดไฟฟ้าแบบเครื่องไอพ่นก๊าซ รวมทั้งพัฒนาระบบร่วมผลิตแบบลิขสิทธ์รุ่น GPC ในปี 1983 |
![]() |
เฮลิคอปเตอร์ BK117 ในปี 1977 Kawasaki ได้เริ่มพัฒนา BK117 เฮลิคอปเตอร์เครื่องยนต์คู่อเนกประสงค์ ร่วมกับ MBB (ในปัจจุบัน Eurocopter Deutschland GmbH) ของเยอรมัน และการผลิตเริ่มต้นขึ้นในปี 1982 BK117 เป็นเฮลิคอปเตอร์ลำแรกที่พัฒนาในประเทศญี่ปุ่น ที่มีมาตรฐานสูงในด้านความปลอดภัยกับความโดดเด่นของเครื่องยนต์คู่ และใช้งานง่ายโดยการใช้ระบบหมุนแบบไร้ข้อต่อ เทคโนโลยีลำหน้านี้ยังได้ช่วยในเที่ยวบินที่อากาศไม่อำนวย |
![]() |
เรือบรรทุก LNG Golar Spirit Kawasaki ไม่เพียงแต่มุ่งมั่นอย่างแรงกล้าสำหรับเรือ VLCCs (เรือบรรทุกนำมันดิบขนาดใหญ่) และเรือบรรทุกน้ำมันอื่นๆ แต่ยังดำเนินการค้นคว้าและวิจัยเพื่อที่จะพัฒนาเรือคุณภาพสูง หนึ่งตัวอย่างก็คือเรือบรรทุก LNG (ก๊าซเหลวธรรมชาติ) ในปี1971 Kawasaki ได้เข้าร่วมมือด้านเทคโนโลยีกับ Moss Rosenberg Verft A.S. ของประเทศนอร์เว และได้เร่งการพัฒนาเรือบรรทุก LNG ในปี 1981 ที่โรงงาน Sakaide บริษัทได้ส่งมอบ Golar Spirit (129,000 เมตร3, 93,815 ตันกรอส) เรือบรรทุกLNG ลำแรกที่ต่อที่ประเทศญี่ปุ่น |
เริ่มผลิตรถไฟที่ประเทศสหรัฐอเมริกา
เริ่มผลิตเครื่องจักรก่อสร้างที่ประเทศสหรัฐอเมริกา
![]() |
สะพาน Akashi Kaikyo ด้วยความยาวกว่า 3,910 เมตร และระยะห่างระหว่างเสาทั้งต้นที่ 1,990 เมตร ทำให้สะพาน Akashi Kaikyo ที่ทอดข้ามช่องแคบ Akashi เป็นสะพานแขวนที่มีขนาดยาวที่สุดในโลก ณ ขณะนั้น Kawasaki เป็นผู้ก่อสร้างหลักในส่วนของเสาฝั่งเกาะ Awaji ที่ความสูง 283 เมตร และน้ำหนักมากกว่า 25,000 ตัน ที่สร้างขึ้นด้วยเทคโนโลยีการก่อสร้างเหล็กอันล้ำสมัย บริษัทยังก่อสร้างและติดตั้งคานหลักสะพาน |
![]() |
เครื่องขุดเจาะอุโมงค์Kawasaki(T2)ได้เจาะอุโมงค์ยูโรในวันที่22พฤษภาคม1991 ในเดือนกรกฏาคมปี1987 Kawasaki ได้รับการสั่งงานเครื่องจักขุดเจาะอุโมงค์สองเครื่อง (TBMs) ที่มีเส้นผ่าศูนย์กลาง 8.17 เมตรสำหรับทางรถไฟใต้น้ำเพื่อเชื่อมต่ออุโมงค์ช่องแคบทวีปยุโรปกับอังกฤษ เครื่องจักรนี้ใช้สำหรับเจาะส่วนของอุโมงค์ใต้น้ำสองอุโมงค์จากชายฝั่งSangatte ในฝรั่งเศสเหนือไปยังชายฝั่งอังกฤษ เนื่องจากชั้นหินชอล์กตามชายฝั่งฝรั่งเศสเกิดการรั่วด้วยความผิดพลาดบางประการ การจะเกิดการทะลักของน้ำแรงดันสูงคาดว่าอาจเกิดขึ้นได้อย่างฉับพลันระหว่างก่อสร้าง รวมทั้งชั้นหินที่ซับซ้อน 40 เมตรใต้ทะเลและแรงดันน้ำสูงสุงถึง 10 หน่วย การเจาะความเร็วสูงต่อเนื่องในระยะทาง 16 กม. ในอัตรา 500 เมตรต่อเดือนจึงจำเป็น ความยุ่งยากนี้ชัดเจนขึ้นเมื่อนำมาเปรียบเทียบกันเงื่อนไขยอมรับทั่วไปสำหรับโครงการ TBM ที่การเจาะ หลายๆกม. ที่อัตรา 200 - 300 เมตรต่อเดือนภายใต้ความกด 1 - 2 หน่วย atp
นอกจากนั้น กำหนดเวลาตั้งแต่ขั้นการลงนามสัญญาถึงการออกแบบ, การผลิต และ การส่งมอบถูกจำกัดไว้เพียง 13 เดือน อย่างไรก็ตาม Kawasaki ก็เป็นผู้นำในการผลิตเครื่องจักรขุดเจาะและ TBMs และตั้งมั่นเพื่อให้ครอบคลุมความยุ่งยากเหล่านี้โดยการสนับสนุนของผู้เชียวชาญและข้อมูลที่บันทึกไว้ประมาณ 1,000 บันทึกของผลิตภัณฑ์นี้ แล้วในมิถุนายน ปี 1988 ที่เครื่องจักรทั้งสองถูกส่งจากโรงงาน Harima ของ Kawasaki มากกว่า 10,000 ชิ้นและ ผ่านการทดสอบ |
![]() |
เครื่องจักรขุดเจาะถูกขนส่งออกจากโรงงาน Harima ระหว่างการสร้าง อ่างโตเกียว Aqua-line เครื่องจักร 8 เครื่องได้นำมาใช้ในการเจาะอุโมงค์ต์น้ำบนฝั่งของเมือง Kawasaki Kawasaki ได้ผลิตเครื่องจักร 3 จาก 8 เครื่อง โดยมีเส้นผ่าศูนย์กลาง 14.14 เมตร ซึ่งเป็นรุ่นที่ใหญ่ที่สุดในโลก ชิ้นส่วนตัดถึง1,200 ชิ้น ที่ทำจากอัลลอยต์แข็งพิเศษ ที่ใช้เจาะดินด้วยหน้าตัดที่หมุนรอบตัวหนึ่งครั้งต่อทุกๆ 2.5 นาที เป็นเครื่องจักรอัตโนมัติที่ใช้ผู้ปฏิบัติการเพียงคนเดียว โดยการนำระบบอัตโนมัติลิขสิทธ์ของ Kawasaki มาใช้ในการรวบรวมส่วนต่างๆ หรือ ตอนต่างๆที่เสริมโดยคอนกรีตเพื่อที่ใช้ทำเป็นกำแพงอุโมงค์ |
![]() |
โรงงาน KMM ที่ Lincoln ในปี 2001 Kawasaki ได้สร้างโรงสร้างรถไฟบรรทุกสินค้าในสหรัฐฯ ซึ่งได้เริ่มการดำเนินการเต็มตัวในปีถัดมา ซึ่งตั้งอยู่ในบริษัทผลิตเครื่องยนต์ Kawasaki ในเมืองลินคอร์น รัฐเนบัสกา ซึ่งเป็นที่แรกของ อเมริกาเหนือที่ออกแบบมาเพื่อรองรับขั้นตอนการผลิตโดยสมบูรณ์ตั้งแต่การผลิตตัวถังจนถึงการประกอบขั้นสุดท้าย สิ่งอำนวยความสะดวก ได้สร้างขึ้นบนพื้นที่ 1.36 ล้าน ตร.ม., มีพื้นที่ว่างใช้ทำงานประมาณ 40,000 ตร.ม. โดยมีสายการผลิตตัวถังและ สายงานตกแต่งยาว 480 เมตร งานประกอบทั้งหมดตั้งแต่ขั้นการผลิตถึงการทดสอบ พ่นสี และตกแต่งได้จัดการในแบบไหลลื่นจากทางเข้าโรงงาน ถึงทางออกรถนั้นเคลื่อนตัวจากสถานีหนึ่งไปอีกสถานีโดยรถบรรทุกแบบล้อยางหรือเบาะอากาศ โดยไม่จำเป็นต้องมีรางบนพื้น ซึ่งทำให้การเปลี่ยนรูปลักษณ์ใน สายการผลิตตามชนิดรถต่างๆง่ายต่อการผลิตต่อไป |
บริษัทต่อเรือ Kawasaki และ เครื่องจักรแบบประณีต Kawasaki จำกัด ได้ถูกก่อตั้งขึ้นในลักษณะบริษัท สาขาที่บริษัทแม่ถือครองโดยทั้งหมด
ส่งรถไฟรุ่น 700T คันแรกให้กับการรถไฟความเร็วสูงของประเทศไต้หวัน
![]() |
Taiwan Shinkansen Corporation (TSC) ร่วมกับบริษัทญี่ปุ่นอีก 7 บริษัทรวมถึง Kawasaki ในการนำส่งรถไฟความเร็วสูงจำนวน 12 ตู้ให้แก่ Taiwan Speed Rail Corporation การรถไฟความเร็วสูงของไต้หวันเป็นโครงการแรกจากต่างประเทศที่ใช้เทคโนโลยีรถไฟ Shinkansen ของญี่ปุ่น และรถไฟรุ่น 700T ก็เป็นรถไฟ Shinkansen รุ่นแรกที่ได้ส่งไปยังต่างประเทศ โดยมีพื้นฐานมาจากรถไฟ Shinkansen ตระกูล700 ที่พัฒนาโดยบริษัท Central Japan Railway และ Western Japan Railway ซึ่งได้มีการปรับแต่งให้เข้ากับภูมิศาสตร์, ภูมิอากาศ, กฎระเบียบ และอื่นๆของประเทศไต้หวัน โดยสามารถทำความเร็วสูงสุดได้ถึง 300 กม./ชม. และเชื่อมต่อกรุง Taipei กับ Kaohsiung (345 กม.) ในระยะเวลาเดินทางเพียง 1.5 ชม. ในขณะที่ TSC ได้รับคำสั่งซื้ออุปกรณ์อื่นๆ เช่น ระบบให้สัญญาณ, ราง และอื่นๆ Kawasaki ได้เป็นคู่สัญญาหลักในส่วนของรถไฟและการก่อสร้างรถไฟ 30 ขบวน (360 ตู้) ร่วมกับ บริษัท Nippon Sharyo และ บริษัท Hitachi |
บริษัทระบบโรงงาน Kawasaki จำกัด(K Plant) ถูกก่อตั้งขึ้นในลักษณะบริษัทสาขาที่บริษัทแม่ถือครอง โดยทั้งหมด
บริษัทวิศวกรรมสิ่งแวดล้อม Kawasaki จำกัด (KEE) ถูกก่อตั้งขึ้นในลักษณะบริษัทสาขาที่บริษัทแม่ถือครองโดยทั้งหมด
![]() |
เครื่องบินลาดตระเวนทางน้ำ แบบปีกตรึง รุ่น XP-1 เครื่องบินขนส่งรุ่น XC-2 ในปี 2007 มีการทดสอบเครื่องลาดตระเวนทางน้ำ แบบปีกตรึง (XP-1 ) และเครื่องบินขนส่ง (XC-2) ที่ผลิตจากโรงงานที่ Gifu ซึ่งในปี 2001 Kawasaki ถูกกำหนดให้เป็นผู้ผลิตหลักของ XP-1 และ XC-2 โดยกระทรวงกลาโหม ซึ่งโครงการพัฒนา XP-1 และ XC-2 นั้น เริ่มมาจากกระทรวงกลาโหมตั้งแต่ปี 2001 และเป็นโครงการภายในประเทศโครงการแรกที่จะพัฒนาเครื่องบินขนาดใหญ่ นับตั้งแต่เครื่อง C-1 เมื่อ 40 ปีก่อนหน้า และเป็นความพยายามครั้งแรกของประเทศญี่ปุ่นที่พัฒนาเครื่องบิน 2 รุ่นพร้อมๆกัน หลังจากการทดสอบเครื่องทั้งสองรุ่นที่โรงงาน Gifu Kawasakiก็ได้ส่งมอบเครื่อง XP-1 ให้กับกระทรวงกลาโหมในปี 2008 และเครื่อง XC-2 ในปี 2010 |
บริษัท KCM ก่อตั้งขึ้น โดยถือครองบริษัทสาขาทั้งหมด
บริษัท Kawasaki Shipbuilding Corporation, บริษัท Kawasaki Precision Machinery Limited (KPM) และ บริษัท Kawasaki Plant System (K Plant) ได้เข้าร่วมกับบริษัท Kawasaki Heavy Industries จำกัด