ที่มา

Kawasaki Heavy Industries ถือกำเนิดในปี 1878 เมื่อ Shozo Kawasaki ได้ก่อตั้งอู่ต่อเรือที่Tsukiji กรุง Tokyo ซึ่งก็กลายมาเป็นยักษ์ใหญ่แห่งอุตสาหกรรมเรือ ,รถไฟ, วิศวกรรมโยธา ,งานเหล็กกล้า,อากาศยาน ทั้งหมดนี้กลายมาเป็นส่วนหนึ่งของการรวมตัวกันครั้งยิ่งใหญ่ซึ่งเป็นหนึ่งใน Zaibatsu หรือบริษัทต่างๆทางเศรษฐกิจที่ทำให้ญี่ปุ่นเปลี่ยนจากประเทศระบอบขุนนางกลายมาเป็นประเทศอุตสาหกรรมอย่างรวดเร็ว

Kawasaki ได้เข้าสู่วงการรถจักรยานยนต์และเครื่องยนต์ในช่วงต้นทศวรรษที่ 50 ในปี1962 รถ Kawasaki 125 รุ่นแรก ออกสู่ตลาดและสร้างชื่อเสียงให้กับบริษัท ถึงแม้จะเป็นที่รู้จักดีในรุ่นนี้ แต่บริษัทก็ยังไม่เป็นที่รู้จักมากนักในภาพรวม ก่อนหน้านี้บริษัทได้เข้าร่วมกับ Meguro ซึ่งเป็นบริษัทรถจักรยานยนต์ญี่ปุ่นช่วงก่อนสงคราม หลังจากนั้นกลายมาเป็นที่รู้จักกันดีในลักษณะคู่แฝดผู้ออกแบบ BSA  ซึ่งใช้ชื่อ Meihatsuที่ใช้เครื่องยนต์ของ Kawasaki

     
     
     

ก้าวแรก

เมื่อKawasaki ได้เปิดตัวรุ่นแรกออกมา และได้เข้าร่วมอย่างจริงจังในการแข่งขัน European Grand Prix เป็นการส่งเสริมการขายสินค้าได้เป็นอย่างดี Kawasaki เป็นผู้แข่งขันจักรยานยนต์วิบากของญี่ปุ่นโดยใช้จักรยานยนต์รุ่นหนึ่งโดยการปรับแต่งและระบายสีตัวถัง ได้รับชัยชนะและ "Red Tank Kawasaki" ก็คือสโลแกนในการโฆษณา ซึ่งเป็นวิธีการนำเสนอที่ได้นำกลับมาใช้ได้ใหม่อีกครั้ง

Kawasaki ได้เริ่มส่งออกสินค้าไปสหรัฐในช่วงกลางทศวรรษที่60 และในยุโรปหลังจากนั้นขอบเขตการขยายส่วนใหญ่นั้นจะอยู่ภายในประเทศ โดยเฉพาะเครื่องยนต์สองจังหวะสูบเดียวขนาดเล็ก สำหรับใช้งานบนถนน,ทางลาด และสำหรับติดตั้งในเครื่องขุด ทั้งหมดนี้ผลิตอย่างเรียบง่ายคุ้มค่าและใช้งานได้ดี มีหลายๆรุ่นที่อยู่ในตลาดเป็นปีๆ บ่อยครั้งที่เปลี่ยนเฉพาะสีและรูปทรงหรือบางครั้งก็มีการพัฒนาด้านกลไกบ้าง ดังนั้นปัจจุบันรุ่น KH125 ได้รับต้นแบบมาจากรุ่น B8ในปี1962

อย่างไรก็ตาม Kawasaki ต้องการให้ชื่อได้รับความนิยมจึงได้เน้นเรื่องประสิทธิภาพเป็นเส้นทางการขยายเครื่องยนต์สูบเดียว ทำให้ได้รับการยอมรับจากตลาดภายในประเทศและตั้งเป็นฐานการผลิตแต่ก็ไม่สามารถสร้างสีสันต่อการส่งออกได้ บริษัทได้ก้าวเข้าสู่การแข่งขันอย่างจริงจัง โดย Meguro ได้เข้าสู่ถนนการแข่งขันในปี1957 ที่ Asama ในประเทศญี่ปุ่น ปี1965 Kawasaki เข้าแข่งขันในรายการ GP ของญี่ปุ่นโดยใช้รุ่น125cc สองสูบ และสองปีต่อมาในรายการนี้ได้ใช้ทั้งสองสูบและสี่สูบในรุ่น125cc ในปี1969 เมื่อ Dave Simmonds ได้รับชัยชนะระดับโลกในรุ่น 125cc ด้วยชัยชนะ 8 ครั้ง และ ที่สอง 2 ครั้ง รวมถึงการชนะ TT

ตั้งแต่นั้นมา Kawasaki ได้เดินบนเส้นทางแห่งประสิทธิภาพอย่างมั่นคง ถึงแม้ว่าความพยายามครั้งแรกจะล้มเหลว ได้นำเครื่อง4จังหวะเก่าของ Maguro ที่มีหน้าตาเหมือน BSA Golden Flash คู่มาใช้และขยายเป็น 624cc ถึงแม้แนวคิดจะเป็นจริงและรุ่นนี้ก็ขายดีมากในญี่ปุ่น แต่ในอเมริกาก็ล้มเหลวเมื่อมีการพูดถึงว่าเครื่อง2 สูบของอังกฤษนั้นดีกว่า ดังนั้นความพยายามที่จะตกแต่งให้เหมือน Meguro แบบเก่าไม่ได้ผล การตกแต่งแบบสปอร์ต รุ่นที่มีท่อไอเสียระดับเอวได้ถูกนำมาใช้แต่ก็ไม่ได้รับความสนใจของของคนอเมริกัน อาจเป็นเพราะรูปแบบ BSA เดิมๆมากเกินไป ลูกค้าจึงกลับไปซื้อรุ่นเดิมแทน

     
     
     
     

เครื่องยนต์สองสูบ

Kawasakiตัดสินใจที่จะทดลองเปลี่ยนแนวทางโดยการมุ่งเน้นไปที่การแข่งขัน grandprix เพราะมีผลต่อผู้ซื้อมากกว่าแบบที่เน้นความเร็วสูงแบบครุยเซอร์ ถึงแม้ว่าสิ่งนั้นจะไม่ช่วยให้ถูกลงหรือต้องเพิ่มรายละเอียดในการควบคุมรถและระบบกันสะเทือนมากขึ้น จากการเรียนรู้มาจากการแข่งขัน grand prix ผลลัพธ์ที่ได้คือรุ่นซามูไร250cc เครื่องยนต์สองสูบ สองจังหวะ 5 เกียร์ ให้กำลังสูงซึ่งได้เปิดตัวในพฤษภาคม ปี1966 และติดตลาดอย่างรวดเร็ว และจากนั้นก็นำเครื่องยนต์ขนาดใหญ่กว่ามานำเสนอเพื่อชื่อเสียงและภาพพจน์ของKawasaki   ช่วงปลายปีได้นำรุ่น A1R เข้าแข่งทางเรียบ ในปี1967 รุ่น Avenger ขนาด 338cc ได้นำเสนอเครื่องยนต์ที่ใหญ่ขึ้นให้กับคนอเมริกันโดยถือเป็นเจ้าแห่งความเร็วบนท้องถนน และในเวลาเดียวกันรุ่นซามูไรที่อยู่ในตลาดก็เปิดตัวรุ่นซามูไร A1SS ซึ่งมีระบบท่อไอเสียคู่พร้อมอุปกรณ์ป้องกันความร้อน ในปี1968 Kawasaki พบว่าส่วนใหญ่เครื่องสองสูบจะออกตัวได้เร็วกว่าเครื่องสี่สูบที่มีขนาดใหญ่ แต่เครื่องยนต์ขนาดใหญ่เมื่อวิ่งได้ระยะทางแล้วก็จะเริ่มทำความเร็วได้มากกว่าแต่ก็จะพบไฟจราจรให้หยุดและการแข่งขันก็จะเริ่มต้นใหม่อีกครั้งจะมีเพียงแต่ถนนสายตรงและยาวเท่านั้นที่เครื่องยนต์650 สามารถไล่ตามทันและฉีกหนีได้ ด้วยการใช้เครื่องที่มีกำลังและความเร็วปลายที่มากกว่าอาจจะใช้เชื้อเพลิงที่น้อยกว่าแต่ในเวลานั้นไม่มีใครสนใจเรื่องนั้น นอกจากอัตราเร่งเท่านั้นที่ดึงดูดเครื่องยนต์สองสูบสองจังหวะพร้อมด้วยเครื่องยนต์สองสูบแบบเก่าเข้ามา

     
     

เครื่องยนต์สามสูบ

ในปี1968 เครื่องยนต์แบบใหม่รุ่นแรกเข้ามาพร้อมกับเครื่อง499cc. Mach III รุ่นที่ให้กำลังจากเครื่องสามสูบสองจังหวะและให้ประสิทธิภาพ อัตราเร่ง และความเร็วสูงสุดในเวลานั้น เครื่องสามสูบมีเครื่องแบบระบายความร้อนด้วยอากาศงป้อนเชื้อเพลิงด้วยคาบูเรเตอร์จุดระเบิดโดยระบบอิเล็กทรอนิกส์และระบายไอท่อคู่อยู่ด้านขวาให้กำลังถึง60 bhp เครื่องยนต์ติดตั้งไปด้านหลังให้น้ำหนักเบา ซึ่งกลายมาเป็นตำนานของเจ้าพ่อการแข่งขันบนถนนและประสิทธิภาพที่ยอดเยี่ยมพร้อมกับการควบคุมที่ง่าย และประหยัดน้ำมันไม่เป็นมลภาวะต่อสิ่งแวดล้อม ดังนั้นจึงประสบความสำเร็จในรายการ H1 ไม่นานเครื่องยนต์สามสูบรุ่นแรกก็ได้ติดตั้งกับรุ่นอื่นๆโดยมาในรูปรถการแข่งขัน ซึ่งชนะระดับ grandprix และTT ต่อมาเป็นรุ่น250,350 และ750cc

สำหรับปี1971ครั้งสุดท้ายที่ก่อให้เกิดมาตราฐานใหม่สำหรับเครื่องยนต์บนถนนที่มีพื้นฐานมาจากรูปแบบรถแข่งที่มีสีเขียวมะนาวที่รับกับชุดหนังและเป็นที่รู้จักกันในชื่อปีศาจสีเขียว เร็ว หนักแน่นและยากต่อการบังคับ แต่ก็ประสบความสำเร็จ ในเวลานั้น เครื่องสามสูบรุ่นแรกๆจางหายไปอย่างช้าๆ เพราะความเปลี่ยนแปลงไปจากตัวตนที่แท้จริงซึ่ง350 cc.กลายมาเป็น400 cc และรุ่น750cc ก็เข้ามาในปี1975 ส่วนรุ่น500 เข้ามาหลังจากนั้นหนึ่งปีคงเหลือแต่รุ่น250 และ400 ที่อยู่ได้ถึงปี1980 ที่ยังคงมีความน่าตื่นในการขับขี่แล้วก็หายไปหลังจากนั้น

     
     
     

เจ้าแห่งท้องถนน

ย้อนกลับไปปี 1967 Kawasaki ภาพรวมเครื่องยนต์สี่จังหวะสี่สูบก็ได้เปิดตัวนำเสนอสู่ตลาดในทศวรรษที่70 ซึ่งตรงข้ามกับเครื่องสามสูบอย่างสิ้นเชิงและเมื่อได้เปิดตัวในงานแสดงโตเกียวปี1968 ด้วยความที่เหมือนกันของอัตราเร่งและความเร็วเทียบกับHondaCB750 และด้วยหน้าตาที่เป็นตะวันออกทำให้โครงการต้องหยุดลง อย่างไรก็ตาม Kawasaki ก็สามารถเอาชนะ และนำหน้าคู่แข่งโดยการเสนอเครื่องยนต์ที่มีขีดความสามารถมากกว่าและมีเพลาลูกเบี้ยวด้านบนแบบคู่ ซึ่งก็ทำให้สามารถเปิดตัวได้ที่เมืองCologneเดือนกันยายนปี1972 ในรุ่น Z1และรุ่น 903cc สี่สูบซึ่งมีเพลาลูกเบี้ยวคู่ห้าเกียร์จานเบรกหน้า สตาร์ทไฟฟ้าและความโดดเด่นอื่นๆ รถนั้นถึงจะทั้งใหญ่และหนักแต่รุ่น Z1 ก็สามารถทำได้ถึง130ไมล์ต่อชม. และไม่นานก็ได้รับฉายาเป็น"ราชาแห่งท้องถนน" และได้ติดตั้งกับรุ่น750cc อย่างรวดเร็วในตลาดญี่ปุ่น ในปี1974 และปี 1975 Kawasaki ได้แข่งขันโดยใช้รุ่น Z1 และได้รับความสำเร็จอย่างยิ่งใหญ่ในรายการหลักๆ

     
     

การขยายตัว

Kawasakiในปัจจุบันได้เน้นประสิทธิภาพควบคู่ไปกับการพัฒนา ด้วยการลดบทบาทของเครื่องสามสูบที่ร้อนแรงและบริษัทได้สร้างทางเลือกใหม่ในรุ่นสี่สูบขึ้นมาทดแทนอย่างรวดเร็วเครื่องแรกที่ติดตั้งกับZ1 คือรุ่น Z400 ในปี 1974 เครื่องสองสูบที่มีเพลาลูกเบี้ยวด้านบนเพลาเดี่ยว 5 เกียร์ เบรกหน้าแบบจานและสตาร์ทไฟฟ้าภายในเครื่องยนต์มีตัวสร้างสมดุลย์ไดนามิกเพื่อลดอาการสั่นสะเทือนขณะขับขี่ รุ่นนี้ได้แสดงให้เห็นถึงประสิทธิผลในการทำงานรวมกับเครื่องยนต์ที่มีขนาดความจุเดียวกัน ซึ่งปฏิเสธได้ยากอย่างต่อเนื่องจนถึงปัจจุบัน การสะสมเครื่องยนต์สองสูบขนาดเล็กก็ยังเป็นที่นิยมสำหรับเครื่องจักรที่ใช้ในโรงงานและการผลิตอื่นๆ บ่อยครั้งที่มีเครื่องที่มีเทคนิคดีและเปลี่ยนแปลงใหม่ถูกสร้างขึ้นในหลายรูปแบบถึงแม้จะปรับปรุงทุกปีแต่ก็ยังคงมีพื้นฐานเดิมในหลายๆปีควบคู่กันกับรุ่นที่ใช้บนถนนก็ยังมีรุ่นที่ใช้ในทางลาด ในการเกษตร และวิบากทั้งหมดก็มีความก้าวหน้าขึ้นเมื่อการพัฒนาได้นำพาไปสำหรับปี 1976 เครื่องสองสูบขนาดใหญ่ Z750 ถือกำเนิดขึ้น ซึ่งมีเครื่องยนต์ลูกเบี้ยวคู่ ขณะที่Z1เปลี่ยนไปใช้ชื่อZ900 และ ได้เติมจานเบรกหน้าที่สูงเพิ่มและได้ติดตั้งรวมกับZ900LTD รุ่นที่มีล้ออัลลอยหรู จานเบรกหลัง ท่อไอเสียแบบสี่ในสองและที่นั่งโฉมใหม่ และก็เป็นอีกครั้งที่บริษัทได้ก้าวเข้าสู่โลกใหม่ ที่ๆมีแต่ความสำเร็จและถูกเข้าร่วมโดยบริษัทอื่นๆเครื่องสี่สูบขยายขนาดความจุในปี 1977 กลายเป็นรุ่น Z1000 และ Z1000LTD ใช้ร่วมกับรุ่น Z650เครื่องสี่สูบอีกเครื่องที่มีแม่พิมพ์เดียวกัน ซึ่งประกอบด้วยล้อแบบอัลลอยหรือซี่ลวดหรู ช่วงล่างที่มีจานเบรกหน้าคู่และจานเบรกหลังเดี่ยวและรุ่นใหม่กว่ารุ่นZ200 เครื่องสูบเดียวที่มีเพลาลูกเบี้ยวเดี่ยว ติดเครื่องด้วยไฟฟ้าและจานเบรกกลไก ซึ่งเหมาะสำหรับเดินทางไปกลับสั้นๆและเปลี่ยนแปลงมาจากเครื่องสองสูบขนาดเล็ก

     
     
     
     
     
     
     
     
     

รุ่นทางลาด, รุ่นดั้งเดิม และ รุ่นที่ใช้แข่งขัน

รุ่น Z200 ได้ติดตั้งในรุ่นที่ใหญ่ขึ้นได้แก่รุ่น KL250 สำหรับปี 1978 ซึ่งเป็นการเปลี่ยนแปลงที่เหมาะสมสำหรับใช้งานบนทางขรุขระ และยังมีอีกรุ่นคือ Z650 ที่มีท่อไอเสียแบบไขว้ซึ่งเป็นที่สะดุดตาและรุ่นZ1R ที่ยังใช้เครื่อง Z1000 มากับล้อหรู และเครื่องยนต์สีดำที่ตัดกับสีเงินแบบเมทาลิก ซึ่งในปีเดียวกัน Kawasaki ได้ส่งเสริมที่จะทำสถิติในการแข่งขันระดับ grand prix ทำให้ Kork Ballington ได้รับชัยชนะระดับโลกทั้งในรุ่น 250 และ 350cc เครื่องยนต์ที่ใช้นั้นก็คล้ายกับรุ่นที่มีเครื่องยนต์สองจังหวะสองสูบที่เรียงกันในแนวยาวที่กระบอกสูบเผา Kawasaki เข้าสู่วงการ และเมื่อ Ballington ประสบความสำเร็จอีกครั้งในปี 1979 แต่ต้องพลาดการแข่งหลายรายการในปี 1980 เนื่องจากอาการบาดเจ็บ อย่างไรก็ตาม Anton Mang ก็สวมเสื้อให้กับ Kawasaki เข้าร่วมการแข่งรายการ 250 ในปีนั้น Ballington เข้าเล่นในรุ่นสี่สูบ 500cc เครื่องยนต์วางแบบสี่เหลี่ยมที่มีต้นแบบตามเครื่องสองสูบเรียงกันในแนวยาว เครื่องยนต์ใช้กรอบอัลลอยด์เบาและเพิ่มระดับกันสะเทือนที่พัฒนาจากการแข่งขันเครื่องสองสูบและเข้าเป็นเครื่องยนต์ในสายการผลิต แต่ก็ไม่เคยได้รับชัยจาก grand prix แต่ Mang ก็ชนะอีกในรุ่น250และ350 ในปี1981 และได้ในรุ่น 350 ในปี 1982 ซึ่งเป็นปีสุดท้ายที่ได้ใช้งาน โดยชนะ 8 รายการใน 5 ปี ในปี1978 ได้เข้าร่วมกับ Don Vesco ซึ่งสามารถทำสถิติโลกด้านความเร็วของจักรยานยนต์ไว้ที่ 318.598 ไมล์ต่อชม.

     
     
     

รุ่นอื่นๆอีกมากมาย

ไม่เฉพาะรุ่นปัจจุบันที่มีขายอยู่ในตลาด รุ่นเก่าๆก็ยังคงมีใช้อยู่ถึงปี 1979 ซึ่งติดตั้งกับเครื่องสี่จังหวะรุ่นใหม่ และรุ่นที่เล็กที่สุดก็คือรุ่น Z250 Scorpion สองสูบเหมือนรุ่น Z400 และ KLX250 รถสูบเดียวสำหรับทางออฟโรด ซึ่งเน้นสำหรับการขับขี่ที่ทรหด เครื่องยนต์สองสูบอีกสองรุ่นได้แก่ Z400G รุ่นดั้งเดิมที่มากับล้อหรู และรุ่น Z400LTD รุ่นดั้งเดิมของอเมริกามาพร้อมกับที่เก็บของ, ยางล้อหลังใหญ่ และ ท่อเก็บเสียงแบบสั้นๆ
ในยุโรปให้ความนิยมต่อรุ่น Z500 เครื่องสี่สูบใหม่ในรุ่น Z1 ดั้งเดิม ขณะที่รุ่น Z650 รุ่นเดิมและมีการสั่งมาอย่างต่อเนื่อง เครื่องสี่สูบแบบ Z750 มีเฉพาะในแอฟริการใต้ในปีนั้น ขณะที่รุ่น Z1000 ออกมาในสองแบบ คือ MkII และ แบบ ST ที่มีเพลาขับ

     
     
     

เครื่องยนต์หกสูบ, GPZ และ เครื่อง Turbine

Kawasaki ได้เปิดตัว รุ่นZ1300 หกสูบ ระบายความร้อนด้วยน้ำและเป็นปีศาจแห่งเครื่องจักร อยู่ได้ถึงหนึ่งทศวรรษโดยที่ไม่มีคู่แข่งอื่น และยังติดตั้งกล่องบนและ ที่นั่งแบบใหม่ในปี 1980 หลังจากหนึ่งปีโดยประมาณ รุ่นScorpion และรุ่นZ250 ซึ่งเป็นรุ่นที่ทำให้ลูกค้าเกิดความสับสนกับชนิดแบบที่มีทั้งรุ่นย่อยแบบ A,B,C และG ซึ่งC เป็นแบบสูบเดียวและG เป็นแบบดั้งเดิมโดยที่ D อีกรุ่นดั้งเดิมแบบสูบเดียวที่มีล้อแบบสายและก็ยังมีรุ่นKH250 สามสูบอีกรวมถึงรุ่นสำหรับทางขรุขระ และรุ่นสูงกว่าเครื่องยนต์คู่ Z400 ที่ติดตั้งกับ Z400J แบบทางเรียบสี่สูบกับรุ่น Z440 เครื่องสองสูบรูปโฉมดั้งเดิมและแบบทางเรียบและรุ่น Z550 อีกตัวที่มีเครื่องสี่สูบกับรูปร่างทั้งสองแบบแล้วต่อมาก็รุ่น Z750 เครื่องสี่สูบซึ่งปัจจุบันที่มีทั้งรุ่นดั้งเดิมและทางเรียบและรุ่นดั้งเดิม Z750LTD เครื่องยนต์สองสูบอีกด้วยและตัวสูงสุดก็คือรุ่น Z1000 ที่มีหัวฉีดเชื้อเพลิงแบบอิเล็กทรอนิกส์ จักรยานยนต์ตัวแรกที่ติดตั้ง ซึ่งเป็นความก้าวหน้าที่น่าทึ่งสำหรับบริษัทที่เพิ่งเริ่มเข้ามาในวงการรถสี่จังหวะในปี1972การขยายตัวไม่หยุดอยู่เท่านั้น ในปี1981 โดยเริ่มจากจุดเริ่มต้นกับรุ่น50 และ80ccซึ่งออกมาทั้งแบบทางเรียบและทางลาด ซึ่งรุ่นหลังนี้เหมาะสมดีกับแนวโน้มของตลาด ที่เปิดตัวกับล้อหรูและรูปทรงที่น่าสนใจ  และยังมีรุ่นเล็กอื่นๆอีกแต่ตัวโดดเด่นของ Kawasaki คือตัว GPZ ตัวสปอร์ต ใหม่ ซึ่งได้ตั้งมาตรฐานใหม่และมากับสองรุ่นคือ รุ่น GPZ550 และรุ่น GPZ1100 ทั้งคู่เป็นเครื่องสี่สูบในแบบของบริษัทแต่มีความจุที่ใหญ่ขึ้น เปิดตัว Z1100 แบบเพลาขับ และรุ่น Z1000LTD ในแบบต้นฉบับและตัวแต่ง Z1000 แบบสปอร์ตรุ่น GPZ ทำให้บริษัทก้าวหน้าไปมาก จึงไม่น่าแปลกใจที่รุ่น GPZ750 ออกมาในปี1982 รุ่น GT 750 แบบเพลาขับได้รับความนิยมจากผู้ขับขี่อย่างฉับไว และรุ่น AR125 ที่ระบายความร้อนด้วยน้ำ ก็ได้รับความนิยมอย่างยาวนาน การออกแบบอย่างดี จึงเหมาะกับนักศึกษากฏหมายของอังกฤษ และรุ่นที่สองของ Z440LTD แบบสายพานก็เกิดขึ้น ทั้งแบบสปอร์ตและทัวร์ริ่งได้ขยายตัวในปี 1983 เมื่อรุ่น GPZ305 เครื่องสองสูบที่ลงตัว และ GT550เพลาขับ ที่มาด้วย พร้อมกับเพื่อนร่วมทางรุ่นใหม่ของ GT ยังคงอยู่ในความนิยมเป็นทศวรรษหลังจากนั้น ในปีเดียวกันก็ยังมีรุ่น Z1000R เครื่องยนต์สี่สูบที่มีความสะดวกสบายและเบาะนั่งสองชั้น

     
     
     
     
     
     
     
     
     
     
     
     
     
     

ระบบระบายความร้อนด้วยน้ำ

ในปี1984Kawasaki นำเสนอรุ่นใหม่สองรุ่นเป็นเครื่องยนต์ที่ระบายความร้อนด้วยน้ำที่ มี4วาล์วต่อสูบรุ่นแรกได้แก่ GPZ900R แบบสปอร์ตมาตรฐานใหม่ และโฉมใหม่ทั้งหมด เครื่องยนต์สี่สูบที่เพรียวกว่าตัวZ1และมีเพลาสมดุลเพื่อลดการสั่นสะเทือนและรุ่นที่พัฒนาได้โดยสมบูรณ์ คือรุ่นKLR600รุ่นทางลาดที่มีลักษณะบึกบึนและขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์สูบเดียวแต่ก็ยังคงมีระบบระบายความร้อนด้วยน้ำ4วาล์ว โฉมใหม่ทั้งสองตัวขยายตัวในปี1985เมื่อรุ่นGPZ600R,GPZ750RและKLR250ได้สู่ตำแหน่งในKawasakiพร้อมกับรุ่นZ400F-IIตัวที่พัฒนามาจากรุ่นZ400Fและรุ่นLTD450รุ่นใหม่แบบดั้งเดิมที่ยังคงรูปโฉมเดิมแบบโฉบเฉี่ยวตัวถังแบบหยดน้ำตาและที่นั่งแบบชั้นเครื่องยนต์ก็เปลี่ยนใหม่ทั้งหมดและแบ่งครึ่งตัวGPZ900Rดังนั้นจึงมีเพลาลูกเบี้ยวแบบคู่ 8วาล์วระบายความร้อนด้วยน้ำและเพลาสมดุลแถมยังติดตั้งตัวขับเคลื่อนสายพาน
ตัวดั้งเดิมยังขยายต่อเนื่อง ในปี1986แบบที่เปลี่ยนไปอย่างมากแต่ยังคงมีรูปลักษณ์เดิมได้แก่รุ่นVN750รุ่นสองสูงตัวVอยู่ในแม่พิมพ์แบบอเมริกาที่มีระบบระบายความร้อนด้วยน้ำและมีหัววาล์ว4ตัวพร้อมกับหัวเทียนคู่เพลาขับได้นำมาใช้ด้วยเหมือนกับรุ่น1000GTRรุ่นท่องเที่ยวที่ตกแต่งด้วยกระจาดแต่ปรับแต่งเป็น16วาล์ว เครื่องยนต์ระบายความร้อนด้วยน้ำติดตั้งอยู่ใต้อานและได้ติดตั้งรวมกับรุ่นsuper sportsแบบGPZ1000RX ที่หน้าตาคล้าย900 แต่มีประสิทธิภาพสูงกว่า

     
     
     
     
     

ความเป็นสปอร์ตที่ไม่มีวันหยุด

สปอร์ต เป็นคำที่ใช้เรียกเมื่อบริษัทเน้นด้านประสิทธิภาพ และในปี1987 เมื่อรุ่นGPX750R ได้ออกมาสู่ตลาดพร้อมกับขุมพลังที่มากกว่า ระบบกันสะเทือนที่นุ่มนวลกว่าและสวยงามกว่าน้ำหนักเบากว่ารุ่นGPZ750R (ไม่ต่ำกว่า33กก) ถือว่าเป็นการลดลงครั้งใหญ่และตามมาด้วยรุ่นGPZ500 ในโฉมซูเปอร์สปอร์ตที่เบาและเพรียวกว่า ด้วยเครื่องสองสูบ 8วาร์ว แต่ทำความเร็วได้ดีและคล่องแคล่ว โครงสร้างที่แข็งแรง ในทางลาดนั้นรุ่นเครื่องยนต์สูบเดียวขนาดใหญ่ได้ติดตั้งในรุ่น KLR650 ที่มีขนาดความจุที่มากกว่าและมีโฉมแบบParis-Dakar ซึ่งยังคงมีระบบระบายความร้อนด้วยน้ำและ4วาล์ว ส่วนแบบดั้งเดิมได้นำรุ่น ZL1000 ที่มาพร้อมกับโฉมแบบเอนหลังติดตั้งกับเครื่องยนต์16วาล์วระบายความร้อนด้วยน้ำ แบบเพลาขับ Kawasaki ยังรักษาตำแหน่งผู้นำด้านประสิทธิภาพในตลาดด้วยรุ่นsuper sports อีกสองรุ่นในปี1988 ได้แก่รุ่นGPX250RและGPX600R รวมทั้งรุ่นใหม่ ZX-10 ซึ่งสองตัวแรกนั้นออกแบบเดิมๆที่มีระบบรายบายความร้อนด้วยน้ำเครื่องยนต์4วาล์วแบบสองสูบและสี่สูบแต่ตัวที่สามนั้นทำสถิติใหม่โดยการติดตั้งเครื่องยนต์แบบของอัลลูมิเนียมทั้งหมดที่มีความแข็งแรง แต่ได้น้ำหนักเบา ซึ่งเป็นก้าวที่น่าทึ่ง ขณะที่รุ่นเดิมๆมาถึงทางตันถึง แม้จะมีรุ่น VN15 ออกมาในโฉมแบบอเมริกันที่เครื่องสองสูบแบบV และมีความจุ 1470cc พร้อมกับเพลาลูกเบี้ยวด้านบนคู่และวาร์วบน4วาล์ว 4เกียร์ แบบเพลาขับและทำกำลังได้ที่รอบเพียง 4,500รอบต่อนาที

     
     

ประสิทธิภาพที่สูงขึ้นอีก

ปี 1989 Kawasaki เปิดตัวสองรุ่นใหม่ออกมาเพื่อการแข่งขันแต่ก็ยังคำนึงถึงตลาด สำหรับรุ่น ZXR750 แบบsuper-bike ที่มีสมรรถนะสูงกว่าและโครงแบบอัลลอย สไตล์รถแข่ง ระบบกันสะเทือนที่น่าทึ่งและเบรกหน้าแบบกลม 4 ชิ้น ตัวใหม่ ได้แก่รุ่น KR-1 ด้วยเครื่องยนต์สองสูบ สองจังหวะขนาด 250cc ระบบระบายความร้อนด้วยน้ำ เข้าเกียร์ด้านข้าง โครงสร้างอัลลูมิเนียม น้ำหนักเบา ติดตั้งเพลาสมดุลย์ในเครื่องยนต์ เพื่อลดการสั่นสะเทือน รุ่นที่สามของปีนั้น ได้แก่รุ่น Tengai ที่พัฒนามาจากรุ่น KLR650 แต่มีโครงสร้างที่สวยงาม เครื่องยนต์ที่ดี และถังเชื้อเพลิงขนาดใหญ่ที่เหมาะสำหรับการท่องเที่ยว เครื่องยนต์สองสูบสองจังหวะ ขนาด 250 ได้แก่รุ่น KR-1S ในปี1990 เมื่อรุ่นต่างๆของรถสปอร์ตได้นำโครงสร้างอัลลูมิเนียมมาใช้และรุ่นที่ใหญ่ที่สุดคือรุ่นZZ-R1100ที่มาจากรุ่น ZX-10 และกลายมาเป็นรุ่นZZ-R600 ที่มีเครื่องยนต์สี่สูบและตัวสุดท้ายคือรุ่น ZZ-R250 สองสูบ 8 วาล์ว ซึ่งทุกรุ่นนี้ออกในเวลาเดียวกัน EN500 ตัวดั้งเดิมแบบที่มีระบบระบายความร้อนด้วยน้ำเครื่องยนต์สองสูบที่มาแทนที่ LTD450 ซึ่งมาพร้อมกับสายพานขับรุ่นทางลาดที่มีประสิทธิภาพสูงและได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก แต่Kawasaki ก็ไม่เคยลืมที่จะใช้เครื่องยนต์แบบพื้นๆเพื่อเป็นตัวดึงดูดลูกค้าจึงได้พยายามสร้างต่อ และเพิ่มทางเลือกสำหรับผู้ที่มีความต้องการรถแบบสปอร์ตที่มีสมรรถนะสูง แต่มีความสะดวกสบายแบบท่องเที่ยว สามารถใช้ในทางลาดได้ เติมเต็มความต้องการของมือใหม่หรือง่ายต่อการขับขี่ทั่วไป ทั้งรุ่นเล็กและใหญ่อยู่ในความนิยมได้ยาวนานหลายๆปี ARรุ่น 50,80 และ 125cc รวมทั้งรุ่นKH100 และ125 ตัว KE100, KDX125,  KMX125 และ200 ทั้งหมดนี้มีประวัติศาสตร์ที่ยาวนานและยังได้รับความนิยม สำหรับเส้นทางของรถวิบากตั้งแต่รุ่น60cc ถึงรุ่น500 cc รุ่นทางลาด ที่มีเครื่องยนต์แบบสองสูบหรือสี่สูบ ที่มีความทนทานและเข้ากับทุกคนทุกสภาวะการขับขี่ ที่ผลิตจำหน่ายในญี่ปุ่น และต่อมาจึงส่งออกไปยังตลาดต่างประเทศKawasaki ได้สร้างรุ่นสามล้อสำหรับทุกสภาพถนน ตัวกำเนิดไฟฟ้าและเครื่องมือกำเนิดกำลังอื่นๆ

     
     
     
     
     
     

การกลับมาอย่างสมบูรณ์แบบ

ปี1990 รุ่น ZZ รถ super-sportsที่มีเทคโนโลยีขั้นสูงได้ออกสู่ตลาด แต่ไม่ได้รับความนิยม เมื่อความต้องการแบบเดิมๆกำลังมาแรงและรุ่นที่กำลังเป็นที่นิยมของ Kawasaki เป็นรุ่น Zephyr550 และ 750 ที่เป็นรูปโฉมเก่าและใช้เครื่องยนต์แบบระบายความร้อนด้วยอากาศระบบกันสะเทือนล้อหลังคู่และเหมือนตัว Z1 รุ่นเก่า เมื่อรูปโฉมออกมาเหมือนในอดีต แต่ภายในยังเป็นเทคโนโลยีที่ทันสมัย

รุ่น Zephyr 550 ,400 cc ในญี่ปุ่นขายได้ตามเป้าหมาย การผลิตรุ่น 750 ที่ตกแต่งแบบรถแข่งเพื่อให้เป็นที่นิยมของตลาดนั้นทำได้ยากเพื่อที่จะให้บรรลุอุปสรรคนี้ บริษัทจึงออกรุ่น ZXR750 สำหรับทำตลาดจำนวนจำกัด และรุ่น ZXR750R ซึ่งทั้งสองเป็นเทคโนโลยีแบบ state-of-the-art และมีความสวยงามและการตกแต่งเหมือนกับรุ่น ZXR400 ที่มีพื้นฐานมาจากรถสปอร์ตที่ร้อนแรง สำหรับเพื่อแข่งขันในตลาดญี่ปุ่นและได้พัฒนาให้เข้ากับเทคโนโลยีรุ่น 750 รุ่นKLE500 ใช้เครื่องยนต์สองสูบจากรุ่น GPZ500S เพื่อให้ใช้ได้ทั้งชนบทและเป็นวิบากเล็กๆน้อยๆ ทั้งยังมีความสวยงาม และโดดเด่น เครื่องยนต์พอๆกับรุ่นทางลาดที่เป็นต้นแบบ ในปี1992 ออกรุ่นZephyr1100 รุ่น KDX125 ได้รับการพัฒนาใหม่ด้วยโครงสร้างและการเปลี่ยนแปลงจุดอื่นๆ ปี1993ได้นำรุ่น GPX600R, VN750 และ VN15 ที่หายไปกลับมา หลังจากปี1990 รถรุ่นก็ใหม่คือรุ่น KLX650 ที่พัฒนามาจากรุ่นวิบากแต่ปรับให้มีความนุ่มนวลสำหรับใช้บนถนนแต่ก็ยังสามารถขับขี่ในทางขรุขระได้ Kawasaki ได้ผลิตรุ่น Estrella ออกมาโดยกลับไปสู่พื้นฐานกับเครื่องยนต์หนึ่งจังหวะขนาด249cc มีเพลาลูกเบี้ยวเดียวสองวาล์ว ที่มีการเพิ่มเพลาสมดุลย์พร้อมกับตัวเก็บเสียงแบบท่อแต่ก็ยังไม่ประสบผลสำเร็จ อาจเพราะเล็กไปหรือเพราะการเพิ่มจานเบรคแบบใหม่ทำให้ไม่สามารถเปิดตัวได้อย่างโด่งดัง การผลิตรุ่น EL250 เครื่องยนต์แบบสองสูบจากรุ่นสปอร์ตแต่โครงสร้างมีกันสะเทือนคู่และจานเบรคเดียวด้านหน้าเป็นที่นิยมใหม่  ในปี1994 ได้มีรุ่นใหม่ออกมาอีกสองรุ่น ได้แก่ ZX-9R Ninja ตัวสปอร์ต ที่ผสมผสานประสิทธิภาพระดับสูงกับตำแหน่งการขับขี่ที่ดีและมีช่วงกำลังที่กว้างซึ่ง ทำให้กลายเป็นเครื่องยนต์ต้นแบบมาจนถึงปัจจุบัน และอีกรุ่นหนึ่งคือรุ่น GPZ500S ที่ปรับปรุงและมีการปรับเปลี่ยนจุดอื่นๆเล็กน้อย  Kawasaki เป็นผู้นำและได้รับความนิยม ตั้งแต่รุ่นสูบเดียว จนมาเป็นสองสูบและสามสูบตามลำดับ ซึ่งในที่สุดก็มาถึงตัวสี่สูบและได้พัฒนาด้วยแนวคิดใหม่ๆ ออกสู่ตลาดและยังนำรุ่นเก่ากลับมา เช่น รุ่นสปอร์ต และกล่าวได้อีกในปี 1993 ว่า "ความสุขที่เร้าใจ"