Ninja H2

BUILT BEYOND BELIEF

NEW 2016

Ninja H2

การพัฒนาควาซากิ รุ่น Ninja H2 เกิดจากความปรารถนาอันแรงกล้าที่จะมอบประสบการณ์สุดพิเศษให้บรรดาสิงห์นักบิด ด้วยเชื่อว่าการขับขี่สุดพิเศษที่แท้จริงไม่ใช่เพียงการยกระดับสมรรถนะของรถจากรุ่นก่อนๆ เท่านั้น หากแต่เป็นออกแบบสุดยอดมอเตอร์ไซค์ในแบบที่ไม่เคยมีมาก่อน โดยสุดยอดมอเตอร์ไซค์ที่ว่านั้นต้องมีอัตราเร่งความเร็วที่แรงถึงใจ มีความเร็วสูงสุดที่เหนือกว่า พร้อมทั้งมีสมรรถนะเทียบชั้นรถแข่งระดับซูเปอร์สปอร์ต เพื่อบรรลุเป้าหมายนี้บรรดาบริษัทในเครือของ Kawasaki Heavy Industries(KHI) Groupจึงมารวมตัวและร่วมมือกันสร้างสรรค์นวัตกรรมยานยนต์เพื่อนักบิดที่ถือว่าเป็นปรากฏการณ์ที่ไม่เคยขึ้นว่าเกิดในประวัติศาสตร์ความร่วมมือของบริษัทชั้นนำระดับนานาชาติเช่นนี้

  • Ninja H2 : MIRROR COATED SPARK BLACK

COLOR

  • METALLIC SPARK BLACK

Price (Baht)

  • 1,568,000

Top Features

การออกแบบบนพื้นฐานศาสตร์และศิลป์ชั้นสูง

Ninja H2 เป็นการผสมผสานรูปลักษณ์ที่โดดเด่นของรุ่น Ninja และ H2 เข้าไว้ด้วยกัน โดยถูกกำหนดการดีไซน์ตามคอนเซ็ปต์ “Intense Force Design” เพื่อสะท้อนอัตลักษณ์ของแบรนด์ “คาวาซากิ” การออกแบบ Ninja H2 เน้นรูปลักษณ์ที่ทันสมัยทั้งยังเปี่ยมด้วยสมรรถนะขั้นสุดยอด อย่างไรก็ตามรูปลักษณ์ภายนอกไม่ได้เป็นเพียงการแต่งองค์ทรงเครื่องให้ดูดีเท่านั้น ความงามของ Ninja H2 ยังคงสะท้อนผ่านการทำงานในทุกส่วนประกอบ ตั้งแต่โครงสร้างรถที่ออกแบบตามหลักอากาศพลศาสตร์เพื่อเพิ่มเสถียรภาพการขับขี่เมื่อต้องใช้ความเร็วสูง โลหะครอบเครื่องยนต์นั้นถูกออกแบบเป็นพิเศษเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพของระบบกระจายความร้อน ในขณะที่ท่อลมรุ่น Ram Air เทคโนโลยีล่าสุดที่ติดตั้งมาพร้อมกับรุ่นนี้จะช่วยดูดอากาศเข้าสู่ซูเปอร์ชาร์เจอร์ได้มากขึ้น เรียกได้ว่า Ninja H2 เหนือกว่ามอเตอร์ไซค์ทุกรุ่นที่คาวาซากิเคยสร้างมา ทั้งยังเป็นศิลปกรรมแห่งยานยนต์ชิ้นเอกที่โดดเด่นทั้งเรื่องสมรรถนะและดีไซน์ ดูเข้มขรึมในสีดำเงางามด้วยเทคนิคการทำสีที่พัฒนามาสำหรับรุ่นนี้โดยเฉพาะ

แรงสุดไม่มียั้ง ด้วยระบบซุเปอร์ชาร์เจอร์

ระบบซุปเปอร์ชาร์จเจอร์ หรือชุดอัดอากาศที่ใช้ใน Ninja H2 ได้รับการออกแบบและพัฒนาโดยทีมนักออกแบบเครื่องยนต์ของคาวาซากิ ภายใต้ความร่วมมือของบริษัทในเครือคาวาซากิ ได้แก่ Gas Turbine & Machinery Company, Aerospace Company, และ Corporate Technology Division นำมาซึ่งการออกแบบที่พิถีพิถันในทุกรายละเอียด จนกระทั่งได้ซุปเปอร์ชาร์จเจอร์เอกสิทธิ์เฉพาะคาวาซากิที่พัฒนามาเพื่อมอเตอร์ไซค์โดยเฉพาะ และทำให้ Ninja H2 เร็วและแรงถึงขั้นสุดตามที่เหล่าวิศวกรต้องการ

การทรงตัวเยี่ยม บังคับง่าย

Ninja H2 ถูกพัฒนาให้มีสมรรถนะเทียบเคียงญาติผู้พี่ที่เป็นรถสำหรับสนามแข่งอย่าง Ninja H2R แต่ก็สามารถขับขี่ได้ตามท้องถนนทั่วไป ระบบช่วงล่างของ Ninja H2 ถูกออกแบบมาอย่างแข็งแรงไม่สะทกสะท้านต่อการทำความเร็วที่เพิ่มขึ้น เปิดโอกาสให้นักบิดได้สัมผัสกับสมรรถนะการทรงตัวที่นิ่งและนิ่มขณะเลี้ยว ตามปกติแล้ว การควบคุมการทรงตัวของรถในขณะที่ใช้ความเร็วสูงนั้นต้องอาศัยฐานล้อที่ยาวพอสมควร แต่ในรุ่นนี้ ทีมวิศวกรลับเลือกที่จะใช้ฐานล้อที่สั้นกว่าเพื่อสร้างชุดบังคับรถขนาดกะทัดรัดที่ทำให้การบังคับรถแม่นยำมากยิ่งขึ้น ขณะที่เฟรมรถนั้นไม่ได้ออกแบบมาให้มีความแข็งแรงเท่านั้น แต่ยังสามารถรองรับสิ่งรบกวนภายนอกที่จะสร้างความเสียหายแก่ตัวถังได้เมื่อใช้ความเร็วสูง ส่วนตัวเฟรมรถเป็นแบบเฟรมถักที่แข็งแรง สามารถรองรับการทำงานของระบบซุปเปอร์ชาร์จได้เป็นอย่างดี และยังช่วยในการทรงตัวและสร้างความยืดหยุ่นให้แก่ตัวรถเมื่อใช้ความเร็วสูงอีกด้วย

ระบบสนับสนุนการขับขี่อิเล็กทรอนิกส์

นอกเหนือจาก เครื่องยนต์ และ ช่วงล่าง ที่สุดยอดแล้ว Ninja H2 ยังประกอบด้วย ระบบอิเล็กทรอนิกส์ ที่จะช่วยสนับสนุนการขับขี่ให้สะดวกสบายยิ่งขึ้น โดยผู้ขี่สามารถเลือก ปิดหรือเปิด บางฟังก์ชั่นได้ตามต้องการ และ ช่วยเพิ่มความมั่นใจให้แก่ผู้ขับขี่ได้อีกด้วย

ผู้ขี่และรถประสานสานเป็นหนึ่งด้วยสุดยอดระบบ INTERFACE

แม้ว่าจะมีสมรรถนะยอดเยี่ยมเทียบชั้นรถแข่งที่ต้องทำเวลาต่อรอบให้เร็วมากที่สุด แต่ Ninja H2 ก็สามารถมอบความสะดวกสบายในการขับขี่พอสมควร โดยตำแหน่งของเบาะนั่งนั้นได้รับการจัดวางอย่างพอเหมาะพอเจาะโดยคำนึงถึงความสบายของผู้ขี่เป็นอันดับแรก และยังถือว่าเป็นตำแหน่งที่ดีที่สุดสำหรับการบังคับรถอีกด้วย มุมมองการขับขี่ที่ได้จาก Ninja H2 อาจไม่น่าประทับใจอะไรนัก แต่สิ่งที่เหนือกว่าคือคุณภาพการขับขี่ และความทันสมัยของระบบบังคับการขี่ รวมทั้งความฟิตของเครื่องยนต์และรูปลักษณ์อันสง่างาม

สุดยอดขุมพลังเทียบชั้นรถแข่งระดับตำนาน NINJA H2R

เครื่องยนต์ของ Ninja H2 เป็นแบบ 4 สูบแถวเรียง อาจดูคล้ายเดิม แต่สิ่งที่เพิ่มเติมคือเทคโนโลยีซุปเปอร์ชาร์จเจอร์ ชุดอัดอากาศเทคโนโลยีล่าสุดที่พัฒนาขึ้นมาโดยเฉพาะสำหรับมอเตอร์ไซค์ โดยเป็นเอกสิทธิ์ของคาวาซากิ ทุกชิ้นส่วนถูกพัฒนาขึ้นเพื่อให้สามารถรองรับกับแรงดันอากาศที่มาจากซุปเปอร์ชาร์จเจอร์และกำลังเครื่องยนต์สูงสุดระดับ 300 แรงม้า ซึ่งเทียบเท่ากับรุ่น Ninja H2R โดยชุดเครื่องยนต์ของ Ninja H2 ถูกออกแบบมาให้ทนแรงดันได้มากกว่าเครื่องยนต์ที่ไม่มีระบบอัดอากาศถึง 1.5 ถึง 2 เท่าเลยทีเดียวที่จริงแล้ว หากไม่นับเพลาลูกเบี้ยว ปะเก็นฝาสูบ และคลัทช์แล้ว เครื่องยนต์ของ Ninja H2 ก็ถือว่าถอดบล็อกมาจากรถแข่งระดับตำนานรุ่น Ninja H2R แบบไม่ผิดเพี้ยน

ระบบสลิปเปอร์คลัทช์

ระบบสลิปเปอร์คลัทช์ใน Ninja H2 ใช้ลูกเบี้ยว 2 ตัว ขณะที่เครื่องยนต์กำลังขับเคลื่อนล้อหลังนั้นลูกเบี้ยวตัวหนึ่งจะทำหน้าที่ลดการจับตัวของแผ่นคลัทช์ให้เหลือเพียงร้อยละ 40 ซึ่งจะช่วยลดการกระตุกและช่วยให้ผู้ขี่ควบคุมรถได้ง่ายขึ้นและเหนื่อยน้อยลง และในกรณีที่เกิดเอนจิ้นเบรกที่ล้อหลังอย่างแรงซึ่งเป็นผลมาจากการลดเกียร์ขณะวิ่งด้วยความเร็ว ลูกเบี้ยวอีกตัวหนึ่งก็จะเข้ามาทำหน้าที่ช่วยลดทอนแรงของเอนจิ้นเบรก ป้องกันไม่ให้ล้อหลังล็อคและเกิดอาการท้ายรถปัดจนเสียจังหวะการควบคุม นอกจากนี้ คลัทช์ที่ใช้ในรุ่นนี้ผลิตจากอะลูมิเนียมซึ่งทำให้มีน้ำหนักเบากว่าคลัทช์เหล็กทั่วไปประมาณ 1 กิโลกรัม

อัพเดทกล่อง ECU เพื่อการควบคุมที่ดีที่สุด

การติดตั้งกล่อง ECU ควบคุมการทำงานระบบอิเล็กทรอนิกส์แบบใหม่ทำให้ระบบส่งกำลังทำงานได้มีประสิทธิภาพและไหลลื่นมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะในสภาพการขับขี่ใน สภาวะฝนตก

รองรับตัวลงข้อมูล

นอกจากนี้ ยังมีการติดตั้งชิ้นส่วนเพื่อรองรับการติดตั้งตัวลงข้อมูล และหัวต่อสำหรับระบบ CAN ไว้ในที่บังลมด้วย

  • การออกแบบบนพื้นฐานศาสตร์และศิลป์ชั้นสูง

    Ninja H2 เป็นการผสมผสานรูปลักษณ์ที่โดดเด่นของรุ่น Ninja และ H2 เข้าไว้ด้วยกัน โดยถูกกำหนดการดีไซน์ตามคอนเซ็ปต์ “Intense Force Design” เพื่อสะท้อนอัตลักษณ์ของแบรนด์ “คาวาซากิ” การออกแบบ Ninja H2 เน้นรูปลักษณ์ที่ทันสมัยทั้งยังเปี่ยมด้วยสมรรถนะขั้นสุดยอด อย่างไรก็ตามรูปลักษณ์ภายนอกไม่ได้เป็นเพียงการแต่งองค์ทรงเครื่องให้ดูดีเท่านั้น ความงามของ Ninja H2 ยังคงสะท้อนผ่านการทำงานในทุกส่วนประกอบ ตั้งแต่โครงสร้างรถที่ออกแบบตามหลักอากาศพลศาสตร์เพื่อเพิ่มเสถียรภาพการขับขี่เมื่อต้องใช้ความเร็วสูง โลหะครอบเครื่องยนต์นั้นถูกออกแบบเป็นพิเศษเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพของระบบกระจายความร้อน ในขณะที่ท่อลมรุ่น Ram Air เทคโนโลยีล่าสุดที่ติดตั้งมาพร้อมกับรุ่นนี้จะช่วยดูดอากาศเข้าสู่ซูเปอร์ชาร์เจอร์ได้มากขึ้น เรียกได้ว่า Ninja H2 เหนือกว่ามอเตอร์ไซค์ทุกรุ่นที่คาวาซากิเคยสร้างมา ทั้งยังเป็นศิลปกรรมแห่งยานยนต์ชิ้นเอกที่โดดเด่นทั้งเรื่องสมรรถนะและดีไซน์ ดูเข้มขรึมในสีดำเงางามด้วยเทคนิคการทำสีที่พัฒนามาสำหรับรุ่นนี้โดยเฉพาะ

  • แรงสุดไม่มียั้ง ด้วยระบบซุเปอร์ชาร์เจอร์

    ระบบซุปเปอร์ชาร์จเจอร์ หรือชุดอัดอากาศที่ใช้ใน Ninja H2 ได้รับการออกแบบและพัฒนาโดยทีมนักออกแบบเครื่องยนต์ของคาวาซากิ ภายใต้ความร่วมมือของบริษัทในเครือคาวาซากิ ได้แก่ Gas Turbine & Machinery Company, Aerospace Company, และ Corporate Technology Division นำมาซึ่งการออกแบบที่พิถีพิถันในทุกรายละเอียด จนกระทั่งได้ซุปเปอร์ชาร์จเจอร์เอกสิทธิ์เฉพาะคาวาซากิที่พัฒนามาเพื่อมอเตอร์ไซค์โดยเฉพาะ และทำให้ Ninja H2 เร็วและแรงถึงขั้นสุดตามที่เหล่าวิศวกรต้องการ

  • การทรงตัวเยี่ยม บังคับง่าย

    Ninja H2 ถูกพัฒนาให้มีสมรรถนะเทียบเคียงญาติผู้พี่ที่เป็นรถสำหรับสนามแข่งอย่าง Ninja H2R แต่ก็สามารถขับขี่ได้ตามท้องถนนทั่วไป ระบบช่วงล่างของ Ninja H2 ถูกออกแบบมาอย่างแข็งแรงไม่สะทกสะท้านต่อการทำความเร็วที่เพิ่มขึ้น เปิดโอกาสให้นักบิดได้สัมผัสกับสมรรถนะการทรงตัวที่นิ่งและนิ่มขณะเลี้ยว ตามปกติแล้ว การควบคุมการทรงตัวของรถในขณะที่ใช้ความเร็วสูงนั้นต้องอาศัยฐานล้อที่ยาวพอสมควร แต่ในรุ่นนี้ ทีมวิศวกรลับเลือกที่จะใช้ฐานล้อที่สั้นกว่าเพื่อสร้างชุดบังคับรถขนาดกะทัดรัดที่ทำให้การบังคับรถแม่นยำมากยิ่งขึ้น ขณะที่เฟรมรถนั้นไม่ได้ออกแบบมาให้มีความแข็งแรงเท่านั้น แต่ยังสามารถรองรับสิ่งรบกวนภายนอกที่จะสร้างความเสียหายแก่ตัวถังได้เมื่อใช้ความเร็วสูง ส่วนตัวเฟรมรถเป็นแบบเฟรมถักที่แข็งแรง สามารถรองรับการทำงานของระบบซุปเปอร์ชาร์จได้เป็นอย่างดี และยังช่วยในการทรงตัวและสร้างความยืดหยุ่นให้แก่ตัวรถเมื่อใช้ความเร็วสูงอีกด้วย

  • ระบบสนับสนุนการขับขี่อิเล็กทรอนิกส์

    นอกเหนือจาก เครื่องยนต์ และ ช่วงล่าง ที่สุดยอดแล้ว Ninja H2 ยังประกอบด้วย ระบบอิเล็กทรอนิกส์ ที่จะช่วยสนับสนุนการขับขี่ให้สะดวกสบายยิ่งขึ้น โดยผู้ขี่สามารถเลือก ปิดหรือเปิด บางฟังก์ชั่นได้ตามต้องการ และ ช่วยเพิ่มความมั่นใจให้แก่ผู้ขับขี่ได้อีกด้วย

  • ผู้ขี่และรถประสานสานเป็นหนึ่งด้วยสุดยอดระบบ INTERFACE

    แม้ว่าจะมีสมรรถนะยอดเยี่ยมเทียบชั้นรถแข่งที่ต้องทำเวลาต่อรอบให้เร็วมากที่สุด แต่ Ninja H2 ก็สามารถมอบความสะดวกสบายในการขับขี่พอสมควร โดยตำแหน่งของเบาะนั่งนั้นได้รับการจัดวางอย่างพอเหมาะพอเจาะโดยคำนึงถึงความสบายของผู้ขี่เป็นอันดับแรก และยังถือว่าเป็นตำแหน่งที่ดีที่สุดสำหรับการบังคับรถอีกด้วย มุมมองการขับขี่ที่ได้จาก Ninja H2 อาจไม่น่าประทับใจอะไรนัก แต่สิ่งที่เหนือกว่าคือคุณภาพการขับขี่ และความทันสมัยของระบบบังคับการขี่ รวมทั้งความฟิตของเครื่องยนต์และรูปลักษณ์อันสง่างาม

  • สุดยอดขุมพลังเทียบชั้นรถแข่งระดับตำนาน NINJA H2R

    เครื่องยนต์ของ Ninja H2 เป็นแบบ 4 สูบแถวเรียง อาจดูคล้ายเดิม แต่สิ่งที่เพิ่มเติมคือเทคโนโลยีซุปเปอร์ชาร์จเจอร์ ชุดอัดอากาศเทคโนโลยีล่าสุดที่พัฒนาขึ้นมาโดยเฉพาะสำหรับมอเตอร์ไซค์ โดยเป็นเอกสิทธิ์ของคาวาซากิ ทุกชิ้นส่วนถูกพัฒนาขึ้นเพื่อให้สามารถรองรับกับแรงดันอากาศที่มาจากซุปเปอร์ชาร์จเจอร์และกำลังเครื่องยนต์สูงสุดระดับ 300 แรงม้า ซึ่งเทียบเท่ากับรุ่น Ninja H2R โดยชุดเครื่องยนต์ของ Ninja H2 ถูกออกแบบมาให้ทนแรงดันได้มากกว่าเครื่องยนต์ที่ไม่มีระบบอัดอากาศถึง 1.5 ถึง 2 เท่าเลยทีเดียวที่จริงแล้ว หากไม่นับเพลาลูกเบี้ยว ปะเก็นฝาสูบ และคลัทช์แล้ว เครื่องยนต์ของ Ninja H2 ก็ถือว่าถอดบล็อกมาจากรถแข่งระดับตำนานรุ่น Ninja H2R แบบไม่ผิดเพี้ยน

  • ระบบสลิปเปอร์คลัทช์

    ระบบสลิปเปอร์คลัทช์ใน Ninja H2 ใช้ลูกเบี้ยว 2 ตัว ขณะที่เครื่องยนต์กำลังขับเคลื่อนล้อหลังนั้นลูกเบี้ยวตัวหนึ่งจะทำหน้าที่ลดการจับตัวของแผ่นคลัทช์ให้เหลือเพียงร้อยละ 40 ซึ่งจะช่วยลดการกระตุกและช่วยให้ผู้ขี่ควบคุมรถได้ง่ายขึ้นและเหนื่อยน้อยลง และในกรณีที่เกิดเอนจิ้นเบรกที่ล้อหลังอย่างแรงซึ่งเป็นผลมาจากการลดเกียร์ขณะวิ่งด้วยความเร็ว ลูกเบี้ยวอีกตัวหนึ่งก็จะเข้ามาทำหน้าที่ช่วยลดทอนแรงของเอนจิ้นเบรก ป้องกันไม่ให้ล้อหลังล็อคและเกิดอาการท้ายรถปัดจนเสียจังหวะการควบคุม นอกจากนี้ คลัทช์ที่ใช้ในรุ่นนี้ผลิตจากอะลูมิเนียมซึ่งทำให้มีน้ำหนักเบากว่าคลัทช์เหล็กทั่วไปประมาณ 1 กิโลกรัม

  • อัพเดทกล่อง ECU เพื่อการควบคุมที่ดีที่สุด

    การติดตั้งกล่อง ECU ควบคุมการทำงานระบบอิเล็กทรอนิกส์แบบใหม่ทำให้ระบบส่งกำลังทำงานได้มีประสิทธิภาพและไหลลื่นมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะในสภาพการขับขี่ใน สภาวะฝนตก

  • รองรับตัวลงข้อมูล

    นอกจากนี้ ยังมีการติดตั้งชิ้นส่วนเพื่อรองรับการติดตั้งตัวลงข้อมูล และหัวต่อสำหรับระบบ CAN ไว้ในที่บังลมด้วย

Specifications